ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    วิธีการเขียนเรซูเม่ (Resume) สมัครงานยังไงให้น่าสนใจ ได้งานชัวร์

    ไทยรัฐออนไลน์2 มิ.ย. 2563 13:38 น.
    SHARE
    วิธีการเขียนเรซูเม่ (Resume) สมัครงานยังไงให้น่าสนใจ ได้งานชัวร์

    ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา หรือผู้ที่กำลังอยากเปลี่ยนงานใหม่ เมื่อต้องทำเรซูเม่สมัครงานก็ต้องเขียนขึ้นใหม่เสมอ เพราะหน้าตาที่ทันสมัยมีส่วนสำคัญที่ฝ่ายสรรหาบุคคลจะเลือกคุณมาเป็นพนักงานคนต่อไป วันนี้หากคุณกำลังหางานอยู่ มาดูวิธีเขียน Resume สมัครงานให้โดนใจผู้จ้าง


    เมื่อคุณต้องแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่ เราสามารถเลือกคำพูดแรกๆ ให้ประทับใจได้ แต่หากต้องแนะนำตัวให้กับบริษัทหรือองค์กรเพื่อให้เขาคัดเลือกคุณเป็นส่วนหนึ่งในทีม จะต้องเล่ารายละเอียดส่วนตัวให้ครบถ้วน และต้องสั้นอยู่ในกระดาษ A4 ใบเดียว ดังนั้นจึงต้องใจกับกระดาษใบนี้ ซึ่งเรียกว่า “เรซูเม่” นั่นเอง

    เรซูเม่ (Resume) คืออะไร

    บริษัทและองค์กรส่วนใหญ่ เปิดโอกาสรับสมัครงานด้วยการให้ผู้สมัครส่งประวัติส่วนตัวโดยย่อ หรือที่เรียกว่า เรซูเม่ (Resume) เข้ามาสมัครก่อนที่จะเรียกเข้ามากรอกใบสมัครกับฝ่ายบุคคล เพราะฉะนั้นรายละเอียดจะต้องครบถ้วน

    เรซูเม่ (Resume) คือประวัติโดยย่อ ใช้สำหรับคัดเลือกเบื้องต้น เพื่อร่วมงานกับองค์กร ทั้งยื่นขอฝึกงาน ยื่นสมัครงานกับบริษัท หากตำแหน่งเปิดจำกัด เรซูเม่จะเป็นด่านแรกของการตัดสินใจคัดเลือก

     

    วิธีเขียนเรซูเม่สมัครงาน

    1. ชื่อ นามสกุล
    เนื่องจากกระดาษ A4 จะถูกเย็บเข้ามุมทางด้านซ้ายเสมอ ดังนั้นคุณควรใส่ข้อมูล ชื่อ-สกุล ที่อยู่สำหรับติดต่อไว้ทางด้านขวาของเรซูเม่ และการใส่ชื่อควรใช้เทคนิคดังนี้

    • ชื่อ และ นามสกุล ควรใช้ Font ใหญ่กว่าส่วนอื่น
    • ชื่อเล่นไม่ควรใส่ (ควรเอาไว้กรอกในใบสมัครในภายหลัง)
    • ไม่ควรสะกดชื่อและนามสกุลผิดแม้แต่ตัวเดียว

    2. อีเมล เบอร์โทร และ ที่อยู่
    เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และที่อยู่ ทั้ง 3 อย่าง จำเป็นต้องมีในเรซูเม่ เพราะผู้ว่าจ้างจะใช้พิจารณาติดต่อกลับ มีเทคนิคการเขียนดังนี้

    • วางตำแหน่งไว้ด้านบนมากที่สุด หรือทำสีเน้นพิเศษ
    • ควรใช้ชื่ออีเมลที่เป็นทางการ เพื่อความน่าเชื่อถือ
    • หากไม่สะดวกให้เบอร์ส่วนตัว ก็ควรมีเบอร์โทรศัพท์สำรอง และเตรียมพร้อมรับสายเสมอ

    3. ตำแหน่งงาน เงินเดือนที่ต้องการ
    บางตำแหน่งที่เปิดรับ ต้องการทราบช่วงเงินเดือนที่ผู้สมัครต้องการ โดยให้กรอกผ่านโปรแกรมสร้างใบสมัครบนหน้าเว็บไซต์สมัครงาน และคุณสามารถใส่ตำแหน่งงานปัจจุบัน หรือตำแหน่งงานที่ตามหา พร้อมระบุอัตราเงินเดือนที่ต้องการได้เลย (แต่ไม่ควรเขียนตัวเลขเด่นกว่าส่วนอื่นๆ)

    4. ประสบการณ์ทำงาน
    หากมีประสบการณ์ทำงานหลายที่ ควรเลือกใส่ประสบการณ์ล่าสุด แต่หากเพิ่งสำเร็จการศึกษาและยังไม่มีประสบการณ์ ก็ใส่ประสบการณ์ทำงานและฝึกอบรมแทนได้ เทคนิคการเขียนประสบการณ์การทำงาน

    • ไม่ควรใส่ประสบการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน

    5. ประวัติการศึกษา
    หากเพิ่งสำเร็จการศึกษา ควรใส่ประวัติการศึกษาขึ้นต้นก่อนประวัติการอบรม โดยใส่วุฒิการศึกษาสูงสุดที่ได้รับ

    6. ประวัติการอบรม / รางวัลที่เคยได้รับ
    หากมีประวัติได้รับการอบรมที่ได้รับใบประกาศนียบัตรผ่านการอบรมจากสถาบันต่างๆ ก็นำมาประกอบได้ รวมถึงรางวัลที่เคยได้รับ เพื่อให้ประวัติบนเรซูเม่ของคุณดูน่าสนใจ

    7. ความสามารถทางภาษา
    ควรใส่ความสามารถทางภาษาที่มีคะแนนวัดเป็นสากล เช่น คะแนนสอบจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ ไม่ควรใส่เป็นเปอร์เซ็นต์ ควรใส่เป็นระดับความสามารถ พอใช้, ดี, ดีมาก, ดีที่สุด

    8. ความสามารถทางคอมพิวเตอร์
    ควรใส่เป็นชื่อโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์ที่เชี่ยวชาญ ควรใส่เป็นระดับความสามารถเช่นกัน

    9. รูปถ่าย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
    รูปถ่ายเป็นทางเลือกให้ผู้ว่าจ้างได้เห็นภาพของคุณเบื้องต้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสไตล์รูปติดหน้าบัตรทางการ บางสายงานต้องการเห็นภาพผู้สมัครก่อน โดยที่คุณสามารถยิ้มให้รูปออกมาดูน่ามองได้

    วิธีทําเรซูเม่สมัครงานด้วยโปรแกรม MS Word

    Microsoft Word มี Resume Template สำเร็จรูปให้คุณเลือกทำเรซูเม่สมัครงานได้โดยไม่ต้องจัดหน้ากระดาษใหม่ แต่ละรูปแบบสวยงามและเป็นทางการเพียงพอที่จะสมัครงานในทุกสายอาชีพ มีวิธีทำเรซูเม่ดังนี้

    • เปิดโปรแกรม Microsoft Word
    • คลิก New
    • คลิกเลือก Resume Template ที่ต้องการ
    • คลิกแก้ไขช่องที่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
    • บันทึกไฟล์เป็น .pdf เพื่อส่งต่อให้ผู้รับ

    เมื่อสร้างเรซูเม่เสร็จแล้วและอย่าลืมตรวจสอบคำผิด รวมถึงตัวสะกด เรซูเม่ที่ดีควรมีข้อมูลชัดเจน หน้าตาทันสมัย ส่วนที่ใส่ประวัติการศึกษา และประสบการณ์ต้องอ่านง่าย รวมถึงมีเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล ให้ติดต่อกลับต้องชัดเจน

    คำที่เกี่ยวข้องคือ CV ย่อมาจาก Curriculum Vitae มีความแตกต่างกันก็คือ CV มักจะมีรายละเอียดเยอะกว่าจนใส่ในกระดาษ A4 ใบเดียวไม่จบ มักใช้ในธุรกิจอาชีพเฉพาะทางที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น วิศวกร, สถาปนิก, แพทย์ หรือใช้สมัครงานในบริษัทสัญชาติอเมริกาเพราะเป็นที่นิยม


    ไม่ว่าบริษัทจะรับสมัครด้วยวิธีการใดก็ตาม หากตำแหน่งงานนั้นไม่ได้เปิดรับก็จะไร้โอกาสเรียกสัมภาษณ์ ดังนั้นหากจะส่งอีเมลสมัครงานควรโทรศัพท์สอบถามว่าตำแหน่งงานนั้นยังเปิดรับอยู่หรือเปล่า และเมื่อส่งอีเมลแล้วก็ต้องโทรเช็กอีกทีว่าผู้รับได้รับหรือไม่ เพียงเท่านี้ก็ผ่านด่านแรกแล้วครับ

    ที่มา : Jobscan.co

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วิธีเขียนเรซูเม่สมัครงานเรซูเม่สมัครงานวิธีเขียน Resume สมัครงานResume สมัครงานวิธีทําเรซูเม่สมัครงานเรซูเม่Resume

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้