ตำนานเมืองเชียงแสน...ระบุช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีชนเผ่าล่องลำน้ำโขง ลงมาจากตอนเหนือ นำโดยพระเจ้าสิงหนวัติกุมาร จากนครไทยเทศ
แล้วตั้งเมืองใหม่ชื่อ “นาคพันธ์สิงหนวัตินคร” ขึ้นริมฝั่งโขง ต่อมาเปลี่ยนเป็น “โยนกนาคพันธ์” แต่ก็ล่มสลายกลายเป็นเมืองร้างในเวลาต่อมา
กระทั่งปี พ.ศ.1871 พระเจ้าแสนภู พระนัดดาพระเจ้ามังราย ถึงได้ใช้ซากเมืองดังกล่าว ตั้งเมือง “หิรัญนครชัยบุรีศรีช้างแสน” ก่อนกลายเป็นเชียงแสนภายใต้อาณาจักรล้านนา
ยุคนั้น...ชาวประชาอยู่เย็นเป็นสุข ดั่งปรากฏหลักฐานซากโบราณสถานที่เห็นกันวันนี้
อีกสิ่งซึ่งยืนยันความจริงได้คือ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน ที่ได้รับการยกย่องว่า...มีพุทธลักษณะ งดงามอ่อนหวาน ด้วยฝีมือสกุลช่างช่วงอาณาจักรรุ่งโรจน์
อดีตเชียงแสนสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการนำประชาชนส่วนหนึ่งจากเชียงใหม่-ลำพูนเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย พอล่วงถึง 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2500 เชียงแสนก็ถูกยกฐานะเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดเชียงราย
...
และ...ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์โบราณคดี กับปรากฏการณ์ธรรมชาติ “สามเหลี่ยมทองคำ” กลางน้ำโขง แบ่งแผ่นดินไทย เมียนมา และ สปป.ลาว ดังกระฉ่อนทั่วโลก
@ @ @ @
ปราชญ์ท้องถิ่นรายหนึ่ง...เล่าว่า เชียงแสนคืออาณาจักรเคยยิ่งใหญ่มาก่อน ใครจะเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง ต้องผ่านประตูเมืองทุกรายไป
“หลัง 25 พุทธศตวรรษ ชาวเมืองขณะนั้น ...มีความคิดจะอัญเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษมาสถิต เพื่อคอยคุ้มครองแผ่นดินให้ปกติสุข และให้ผู้คนได้กราบไหว้เป็นสิริมงคล”
โดยได้นำผู้ทรงเจ้าเข้าสมาธิหาอัครบุคคล ผู้มีคุณกับแผ่นดินนี้ ได้เสด็จประทับเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวเชียงแสน ผลพิธีกรรมครั้งนั้น... ปรากฏชัดเจนที่ “พระเจ้าสิงหนวัติกุมาร” จากนครไทยเทศ ผู้ก่อตั้งเมือง “โยนกนคร”
จากนั้น...ถึงได้เลือกที่ดินตรงประตูเมืองเก่า หน้าอุทยานประวัติศาสตร์เชียงแสน ต.เวียง อ.เชียงแสน เป็นที่ตั้ง “ศาลเจ้าพ่อประตูป่าสัก” พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงรุกขเทพยดาตรงนั้น
“ชื่อศาล...ได้จากเงาร่มรื่นของต้นสักอายุยืนยาว กับประตูเมืองเก่าอันเป็นสัญลักษณ์ท้องถิ่น อีกทั้งอยู่ใกล้วัดป่าสัก ที่สร้างโดยพระเจ้าแสนภู เมื่อปี พ.ศ. 838” ปราชญ์ผู้รู้อธิบาย
นับแต่วันนั้น...ศาลเจ้าพ่อประตูป่าสัก ก็กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนเลือกมาอธิษฐานขอพร และใช้ประกอบพิธีบวงสรวงบูชาผีบรรพบุรุษ ผีบ้านผีเรือน ผีเจ้าที่เจ้าทาง
จนต่อมา...ได้สร้างศาลเรือนไม้สถาปัตยกรรมล้านนา คล้ายวิหารพระอารามให้ดวงวิญญาณเจ้าพ่อเสด็จประทับ ภายในมีภาพเขียนรูปเจ้าพ่อประดับเหนือผนัง คู่ศัสตราวุธคู่พระองค์
พร้อมเครื่องสักการะเรียงรายอยู่ด้านหน้า รองรับผู้เลื่อมใสศรัทธามากราบไหว้
เมื่อศาลแห่งนี้เป็นมิติด้านที่พึ่งทางใจชาวเชียงแสน รวมถึงคนไทยทั่วไป ตลอดจนประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว ข้ามฝั่งโขงจากตอนเหนือ นับแต่แขวงพงสาลีเรื่อยมาถึงหลวงน้ำทา บ่อแก้ว และหลวงพระบาง มาไหว้บูชาด้วยศรัทธาไม่ต่างพี่น้องไทย
ส่วนเพื่อนบ้านด้านเมียนมาก็มีบ้าง ที่ลงทุนข้ามแม่น้ำรวกจากท่าขี้เหล็ก เข้ามาทาง อ.แม่สาย เพื่อถวายตัวบูชา แต่ก็ไม่มากเท่าคนฝั่ง สปป.ลาว เท่าไรนัก
ด้วยเหตุนี้...ชวนให้คนเชียงแสนคิดต่อไปว่า...เมื่อเจ้าพ่อเปรียบเสมือนอัครบุคคลสำคัญถิ่นนี้ ก็สมควรสร้างตัวตนองค์เจ้าพ่อ นอกเหนือจากตัวศาลที่มีเพียงภาพเขียนประดับผนังเท่านั้น
...
@ @ @ @
ในปี พ.ศ.2561 ชาวเชียงแสนรุ่นปัจจุบัน จึงได้เชิญผู้เฒ่าที่แก่กล้าวิชาจากเมืองเชียงใหม่ มาทำพิธีสื่อสารถึงดวงวิญญาณเจ้าพ่อ ให้ทราบถึงโครงสร้างสรีระก่อนปั้น และสร้างเบ้าหลอม เพื่อหล่อโลหะสัมฤทธิ์...ให้ใกล้เคียงองค์จริงครั้งอดีตกาลมากสุด
วันนั้น...ร่างทรงใช้ไม้เท้าเป็นเครื่องมือตอบคำถามแทนเจ้าพ่อ เช่น พระวรกายสูงหรือต่ำ ดำหรือขาว ฉลองพระองค์หรือไม่ ตลอดจนเครื่องประดับและศัสตราวุธประจำพระองค์
หากข้อใด...ตรงตามจริง ปลายไม้เท้าบนพานจะสั่นกระดกหมายถึงคำตอบ “ใช่”
ข้อใดไม่ใช่...ไม้เท้าจะไม่แสดงอาการสั่นไหวหรือกระดกให้เห็น
เมื่อจบพิธี...ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกนำมาประมวล ก่อนช่างลงมือปั้นและหล่อโลหะเป็นประติมากรรมลอยตัวจนเสร็จสมบูรณ์เป็นองค์เจ้าพ่อประตูป่าสัก ขนาดความสูง 2.15 เมตร
พระวรกายกำยำเยี่ยงนักรบมากพลัง ไม่ฉลองพระองค์ท่อนบน มีเพียงผ้าคล้องคอพาดไหล่สองข้าง นุ่งผ้าจีบโจงกระเบน พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงของ้าว เกล้ามวยเหนือพระเศียรเช่นชนเผ่าทางเหนือ
...
เวลา 09.30 น. วันที่ 6 เมษายน 2561 ประชาชนนับพันถึงหมื่นคน พากันมารวมตัวบริเวณด้านหน้าศาลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อร่วมพิธีลั่นฆ้องกลองชัยตามธรรมเนียมล้านนา พร้อมเครื่องเซ่นไหว้ประกอบพิธีบวงสรวง
ประกอบด้วย เป็ด ไก่ หัวหมู ขนมหวาน ผลไม้ และอัญเชิญรูปหล่อองค์เจ้าพ่อเข้าประดิษฐานไว้ภายในศาล เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ถ่ายเทบุญบารมีเผื่อแผ่แก่ลูกหลาน
ปราชญ์ผู้รู้รายเดิมยืนยันว่า “เจ้าพ่อ...ไม่ใช่ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อันเป็นการอวดอุตริวิชา แต่เจ้าพ่อ...เปี่ยมด้วยเมตตาที่พร้อมมอบให้กับทุกๆคนได้น้อมนำไปปฏิบัติต่อการดำเนินชีวิต”
ทุกวันนี้...ข้าราชการคนใดที่ย้ายมารับตำแหน่ง หรือลาจากไปยังถิ่นอื่น ก็มักจะมากราบขอพร ณ ศาลเจ้าพ่อประตูป่าสัก รับมงคลชีวิตกับตนเองและครอบครัว
ขณะพ่อค้าไทยและจีน...จะวนเวียนมาขอใบบุญเจ้าพ่อ ให้ค้าขายเฮงๆ รวยๆ
ประชาชนคนทั่วไป...ก็ไม่เว้นที่จะมาอธิษฐานขอเจ้าพ่อจงดลใจในสิ่งปรารถนา โดยเชื่อว่าเจ้าพ่อองค์นี้...มีแต่ให้ มากกว่าแสดงญานพลัง “ปาฏิหาริย์”
...
“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.
รัก–ยม