ตอนที่แล้วพูดถึงเด็กไฮเปอร์ที่เกิดมาฉลาดแต่ไม่มีใครเข้าใจเลยถูกตัดสินให้เป็นคนโง่ด้วยผลการเรียนและพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ไม่ชอบใจ น่าสงสารที่เด็กเหล่านี้มักเติบโตขึ้นด้วยความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น มองไม่เห็นความสามารถของตัวเอง เพราะมักจะได้ยินแต่คำต่อว่า ดุ ห้าม หรือไม่ก็ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเองสะสมตั้งแต่เด็กมาจนโต
ถ้าเราเข้าใจว่าอาการไฮเปอร์นั้น เกิดจากคลื่นสมองที่ไม่เสถียร คือเดี๋ยวก็ความถี่สูง ทำให้เด็กมักจะซนมาก และห้ามก็ไม่หยุด เดี๋ยวก็ความถี่ต่ำ นั่งเหม่อลอย เลินเล่อ ทำอะไรไม่เสร็จ วิธีสังเกตอีกทางหนึ่งก็คือการสังเกตลายมือ เวลาที่เด็กต้องจดงานหรือเขียนอะไรยาวๆ สักหนึ่งหน้า จะเห็นชัดว่าลายมือตอนแรกจะเป็นปกติ พอคลื่นสมองเริ่มมีความถี่สูงขึ้น ลายมือจะเริ่มเบียดแคบลงชิดติดกันเป็นแพ อีกหลายบรรทัดต่อมา คลื่นสมองเริ่มต่ำลง ลายมือก็จะเริ่มอ้วนๆ ห่างๆ ถ้าบุตรหลานของใครมีลายมือที่ไม่สม่ำเสมอ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นไฮเปอร์หรือไม่ หรืออาจมีปัญหาทางด้านการมอง หรือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ ฯลฯ อย่ามองข้ามนะคะ
ในกรณีที่ทราบแน่ชัดแล้วว่าลูกหลานเป็นไฮเปอร์ การจะปรับพฤติกรรมนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในสมองเด็ก ไม่ใช่ปรับพฤติกรรมด้วยการดุด่าว่ากล่าว ขอให้เข้าใจว่าเด็กไม่สามารถปรับคลื่นสมองจากสูงให้ต่ำได้ในทันที เช่น เด็กกำลังวิ่งซนอยู่ แล้วผู้ใหญ่สั่งให้หยุดนิ่งในทันที เด็กอาจจะทำตาม แต่ในสมองนั้นยังไม่สามารถลดคลื่นสมองลงได้เร็วขนาดนั้นค่ะ ดังนั้นเด็กจะเกิดสภาวะอึดอัด และอาจต้องมีซนก๊อกสอง เพราะจะให้เขาหยุดเลยไม่ได้ค่ะ หรือถ้าเด็กผู้ในสภาวะคลื่นสมองต่ำ นั่งเหม่อลอย แล้วผู้ใหญ่พยายามสะกิดหรือตี หรือทำให้เขารู้ตัวแล้วมีสมาธิตั้งใจฟังในทันทีก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขา ดังนั้น การจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กไฮเปอร์จึงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เช่น เด็กกำลังวิ่งซน อย่าเพิ่งสั่งให้หยุดวิ่ง แต่ค่อยให้เขาเปลี่ยนความสนใจมาที่ตัวเขาที่ละนิด เช่น “ลูกจะวิ่งไปไหนคะ ดูสิคะว่ามีอะไรรอบๆ ตัวที่อยู่ใกล้บ้าง” (ไม่ต้องดุว่าจะชนอะไร) หรือ “ลองนับดูสิว่าหนูวิ่งไปกี่ก้าวแล้ว เอ... ถ้าหนูเดินจำนวนก้าวมันจะลดลงมั้ยนะ” หรือถ้าเขากำลังอยู่ในโหมดพูดมาก ก็ควรฟังเขาพูดอย่างตั้งใจ จากนั้นอาจจะบอกว่า เมื่อกี้ฟังไม่ทัน ช่วยเล่าอีกทีได้มั้ยคะ ช้าๆ หน่อย (อย่าไปว่าเขาพูดจาไม่รู้เรื่อง) ฯลฯ วิธีการเหล่านี้เป็นการค่อยๆ ดึงความสนใจของเขาที่มักจะล่องลอยออกไปไกลตัวให้ค่อยๆ กลับเข้ามาอยู่กับตัว ทำให้คลื่นสมองของเขาค่อยๆ ลดลงสู่สภาวะปกติ หรือถ้าเขาอยู่ในสภาวะคลื่นสมองต่ำ กำลังนั่งเหม่อ ก็ค่อยๆ ดึงจิตของเขากลับมาโดยการสัมผัสตัวเขา หรือ สบตาเขา ก่อนค่อยๆ พูดกับเขา หรือถามเขาเกี่ยวกับความรู้สึก เพื่อดึงเขากลับมามีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องไปดุเขาให้กลายเป็นปัญหาเรื่องการไม่เห็นคุณค่าในตนเอง (low self-esteem) ต่อไปในอนาคต
...
กิจกรรมที่จะช่วยเปลี่ยนเด็กไฮเปอร์ให้กลายเป็นเด็กฉลาดที่น่ารัก ต้องเป็นกิจกรรมที่จะเลี้ยงคลื่นสมองให้อยู่ระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเล่นกีฬาที่เสริมสมาธิ อย่างการเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ตีกอล์ฟ ไทชิ โยคะ การนั่งสมาธิ และการทำวิปัสสนากรรมฐาน การฟังเพลงที่จังหวะกำลังดี ไม่เร็วไป และไม่ช้าไป การทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะตามือคู่กัน อย่างการทำงานประดิษฐ์ต่างๆ การวาดภาพ และในห้องเรียน เมื่อเด็กเกิดอาการไฮเปอร์ ควรเข้าใจว่าเมื่อเขาได้ขยับร่างกาย คลื่นสมองเขาจะค่อยกลับสู่สมดุล ดังนั้น อย่าไปดุว่าเขาถ้าเขาจำเป็นต้องขยับตัวลุกจากเก้าอี้ แต่คุณครูที่ดูออก อาจสั่งให้ลุกออกมาช่วยคุณครูแจกเอกสาร หรือไปหยิบของมาให้จะดีค่ะ
ใครมีปัญหา ลูกเรียนไม่เก่ง ไม่รู้จะทำอะไรในอนาคต ญาติพี่น้องติดกลุ่มลัทธิ ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 0814581165 หรือ เข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ