ข่าว
100 year

สุขภาพหรรษา : โคโรนาไวรัส กับผลกระทบในคนท้อง (ตอน 1)

หมอดื้อ29 มี.ค. 2563 05:06 น.
SHARE

วันที่ 30 ธันวาคม 2562 ทางการสาธารณสุขจีนได้เริ่มสอบสวนโรคปอดอักเสบที่ไม่รู้สาเหตุ กระจุกอยู่แถวตลาดสด เมืองอู่ฮั่น ระหว่างสอบสวนจึงทำการปิดตลาด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ยังไม่รู้สาเหตุ

และอีกอาทิตย์ให้หลังในวันที่ 7 มกราคม 2563 ทางการจีนได้ตรวจพบเชื้อไวรัสในครอบครัวโคโรนาที่ไม่เคยพบมาก่อน ต่อมาในวันที่ 12 มกราคม 2563 เมื่อทำการตรวจพันธุกรรมของไวรัสก็พบว่าเป็นไวรัสกลายพันธุ์จึงได้ตั้งชื่อว่า SARS-CoV2 หรือ 2019-nCoV (2019 Novel Coronavirus)

ซึ่งสามารถก่อให้เกิดปอดติดเชื้อขั้นรุนแรงได้

ประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้า เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นปีต่อปีและนับเป็นรายได้สำคัญของประเทศ จึงไม่แปลกที่วันหนึ่งเราก็ได้เจอหญิงวัยกลางคนมาจากอู่ฮั่น มีไข้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และได้ทำการกักกันไว้ นอกจากนั้นก็ส่งตรวจโรคติดเชื้อที่แล็บโรคระบาด

ผลออกในวันที่ 8 มกราคม 2563 พบเป็นไวรัสในกลุ่มโคโรนา จากนั้นจึงทำการถอดพันธุกรรมแบบเดียวกับทางการจีน พบว่าเป็นไวรัสที่มีความคล้ายคลึงกับโรคซาร์ส (SARS-CoV) ที่ระบาดในปี 2002 ซึ่งภายหลังจีนส่งรหัสพันธุกรรมของ 2019-nCoV ออกมา

เมื่อนำมาเปรียบเทียบแล้วเหมือนกัน 100% ไทยจึงเป็นประเทศแรกที่พบเคส 2019–nCoV นอกประเทศจีน

เมื่อการระบาดมีมากขึ้น ชื่อของโรคได้ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อที่ขณะนี้คุ้นหูคือ COVID-19 (coronavirus disease 2019) และชื่อทางไวรัสวิทยาคือ SARS-CoV2 เพราะพันธุกรรมมีความคล้ายคลึงกับ SARS-CoV ที่ระบาดในปี 2002 หลังจากมีการระบาดของ COVID-19 ก็มีการเก็บข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อประชากรในประเทศจีนหลายต่อหลายบทความ

โดยการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดพบว่า อาการนั้นแทบไม่สามารถแยกได้กับไข้หวัด หรือการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนประเภทอื่นเลย และใน COVID-19 นั้นจะพบการเหนื่อยล้ากับไอแห้งๆ โดยไม่ค่อยมีเสมหะได้มากที่สุด ส่วนไข้นั้นไม่ได้พบในทุกรายในช่วงแรกของการติดเชื้อ

และเมื่อติดเชื้อแล้ว ประมาณ 10% หรืออาจจะมากถึง 20% จะมีการติดเชื้อรุนแรง แต่จะรุนแรงแค่ไหนส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของคนไข้ ถ้าสุขภาพไม่ดีอยู่แล้วก็มีโอกาสต้องนอนไอซียู ต้องสอดท่อช่วยหายใจและเสียชีวิตมากขึ้น โดยรวมตัวเลขของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 2.3% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด

ตัวเลขผู้เสียชีวิต 2.3% นับว่าไม่มากเมื่อเทียบกับโคโรนาตัวอื่นๆที่เคยระบาด โดย SAR-CoV1 ซึ่งก็เริ่มระบาดที่จีนในปี 2002 โดยมีสัตว์ตัวกลางเป็นอีเห็น ชะมด โดยมาจากค้างคาว ก่อนที่จะมาสู่คน มีตัวเลขผู้เสียชีวิต 744 คน (10%) และจำนวนเคสผู้ติดเชื้อทั้งหมดประมาณ 8,000 คน ทั่วโลก

ซึ่งในส่วน SAR–CoV1 ขณะนี้ไม่ได้มีการระบาดแล้ว

โคโรนาที่ระบาดอีกตัวเกิดในปี 2012 ซึ่งมีตัวกลางเป็นอูฐ จากค้างคาวเช่นเดียวกันและระบาดในตะวันออกกลาง มีตัวเลขผู้เสียชีวิต 858 คน (37%) และผู้ติดเชื้อประมาณ 2,500 คนทั่วโลก โดยขณะนี้มีการติดเชื้ออยู่เป็นช่วงๆในตะวันออกกลาง

ส่วน COVID-19 นั้นน่ากลัวที่การระบาดอย่างรวดเร็วของมัน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการระบาด 4 เดือนแรกหลังพบเคสแรกของ SAR-CoV1 ปี 2002 ที่มี 300 เคส และตาย 5 คน แต่ COVID-19 แค่ 3 เดือนปาไป 70,000 เคส และตายไปเกิน 2,000 คนแล้ว รวมถึงคนวัยกลางคนที่ไม่มีโรคประจำตัวอีกด้วย

เมื่อมองในมุมกว้างจะเห็นว่ามันน่ากลัว และไม่กระทบแค่เศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะกระทบถึงชีวิตคน และระบบสาธารณสุขอย่างหนักอีกด้วย แต่อย่างไร ก็ตาม การดูตัวเลขผู้เสียชีวิตเป็นเปอร์เซ็นต์ต้องพิจารณาถึงว่า ถ้ามีการหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มข้นโดยรวมผู้มีอาการน้อยเข้าไป สัดส่วนของผู้เสียชีวิตจะน้อยลงมาก

ดังนั้น การจะดูภาพจริง ควรต้องดูสัดส่วนของผู้เข้าโรงพยาบาลซึ่งมีอาการอยู่บ้างแล้วต่อผู้เสียชีวิต จะเห็นว่าตัวเลขใน COVID-19 จะสูงขึ้นมาก

ในผู้หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นโรคระบาดใหม่ ข้อมูลวิจัยจึงยังมีน้อย แต่หลายประเทศก็ได้ตระหนักว่ามันมาแน่ ในฝั่งอเมริกาทางสมาคมสูตินรีเวช (The American College of Obstetricians and Gyne cologists) ร่วมกับ US CDC ได้ออกคำแนะนำสำหรับผู้ตั้งครรภ์และแพทย์ผู้ดูแลคนตั้งครรภ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์โดยใช้ข้อมูลจากหลักฐานการติดเชื้อโคโรนาที่ผ่านมาในปี 2002 และ 2012 เพราะยังไม่มีข้อมูลของจีน ใน COVID-19 และได้ความว่า ขณะนี้แนะนำงดเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดโดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์

เพราะเมื่อติดเชื้ออาจจะมีความเสี่ยงป่วยหนักกว่าคนทั่วไป และเมื่อติดเชื้ออาจจะทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด ทั้งนี้ สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่รู้ และยังไม่ชัดเจนว่าถ้าติดจะผ่านเข้ารกไปสู่ลูกได้หรือไม่ แม้ว่ามีรายงานประปรายว่าไม่มีก็ตาม ส่วนในโรงพยาบาลถ้าเกิดการระบาดและมีมารดาที่ต้องสงสัย (Person under investigation) หรือวินิจฉัยว่าติด COVID-19 แล้ว จะต้องให้อยู่ห้องกักกันแยกเพื่อป้องกันการติดสู่ผู้อื่น

เมื่อคลอดแล้วควรจะให้แม่ลูกอยู่แยกห้องกัน แต่ถ้าไม่ได้อย่างน้อยควรจะห่างกัน 2 เมตรและมีฉากกั้น การให้นมลูกนั้นยังสามารถให้ได้เพราะไม่มีหลักฐานว่าไวรัสสามารถผ่านทางน้ำนมได้ แต่แนะนำให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งและใช้เครื่องปั๊มนมเอา ส่วนเครื่องปั๊มให้ใช้เครื่องนั้นคนเดียวเพื่อป้องกันการติดต่อสู่แม่คนอื่นๆ และทำความสะอาดทุกครั้ง จากนั้นนมที่ปั๊มมาให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเป็นคนป้อนนม

หรือถ้าไม่สามารถปั๊มหรือต้องการให้นมลูก จากเต้า ให้ใส่หน้ากากและล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สุขภาพหรรษาหมอดื้อโควิด-19COVID-19ไวรัสโคโรนาคนท้องตั้งครรภ์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้