ย้อนกลับไปเมื่อราว 3,200 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อครั้งที่ประเทศอียิปต์ยังไม่มีมหาพีระมิดแห่งกิซ่า (Great Pyramids of Giza) และประเทศอังกฤษก็ยังไม่มีสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) พื้นที่เขียวชอุ่มริมแม่น้ำบอยน์ (River Boyne) ห่างออกมาจากกรุงดับลิน (Dublin) ในประเทศไอร์แลนด์ในปัจจุบันไม่ไกลนักกลับมีอนุสาวรีย์ขนาดยักษ์ชวนพิศวงตั้งอยู่เรียบร้อยแล้ว อาคารลึกลับที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายโดมครึ่งทรงกลมปกคลุมด้วยผืนหญ้าเขียวขจีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 85 เมตร สูง 13 เมตร กินพื้นที่ราวหนึ่งเอเคอร์ แต่อาคารแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ลึกลับเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในเวิ้งแม่น้ำบอยน์ เพราะเมื่อลองทอดสายตาให้ทั่วก็จะพบว่ายังคงมีอาคารลักษณะคล้ายครึ่งทรงกลมตั้งอยู่อีกกว่า 30 แห่ง
คำถามก็คืออาคารปริศนาที่สร้างขึ้นมาโดยชนโบราณแห่งไอร์แลนด์ตั้งแต่เมื่อราว 5,200 ปีก่อนคืออะไรกันแน่? และพวกเขาสร้างอนุสาวรีย์ขนาดยักษ์นี้ขึ้นมาได้อย่างไร? วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะพาไปดูให้รู้แจ้งกันครับ
3,200 ปีก่อนคริสตกาล คือช่วง “ยุคหินใหม่” (Neolithic) ของดินแดนในแถบไอร์แลนด์ ชนโบราณในบริเวณนี้ยังไม่มีภาษาเขียน ดังนั้นจึงไม่มีบันทึกที่บ่งบอกถึงกรรมวิธีการสร้างหรือแม้แต่สาเหตุที่พวกเขารังสรรค์อาคารครึ่งทรงกลมขนาดมหึมาเหล่านี้ขึ้นมา นักโบราณคดีในปัจจุบันจึงต้องอาศัยการขุดค้นและตีความจากหลักฐานที่ค้นพบ และด้วยว่าอาคารครึ่งทรงกลมขนาดยักษ์ที่นักโบราณคดีเรียกขานว่า “นิวเกรนจ์” (Newgrange) ปรากฏหลักฐานของ “ศพ” จำนวน 5 ร่างที่บ้างก็ถูกฝังแต่บ้างก็ถูกเผา ดังนั้นนักโบราณคดีจึงเสนอว่าอย่างน้อยหนึ่งในบทบาทของอาคาร “นิวเกรนจ์” อายุ 5,200 ปีนี้คือ “สุสาน” อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะครับ
แต่ความมหัศจรรย์ของ “นิวเกรนจ์” มีมากกว่าการเป็นสถานที่ฝังศพ เพราะโบราณสถานแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางงานวิศวกรรมดึกดำบรรพ์ของชนโบราณในไอร์แลนด์ นิวเกรนจ์และอาคารครึ่งทรงกลมแห่งอื่นๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเอาดินมาถมให้เป็นเนินสูงขึ้นไปเท่านั้น แต่เป็นสุสานที่สร้างจากการสกัดเอาหินจากแดนไกลร่วมหนึ่งร้อยกิโลเมตร ชักลากผ่านเนินเขาสูงต่ำเข้ามาจัดเรียงเป็นอาคารขนาดมหึมา นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องมีวัตถุดิบเพียบพร้อม ทั้งท่อนไม้และเชือกที่ใช้ช่วยในการลากก้อนหิน นอกจากนั้นก็จะต้องมีเรือหรือพาหนะอื่นมาช่วยในการขนย้ายด้วยเช่นกัน
นักโบราณคดีตั้งสมมติฐานว่า กลุ่มชนโบราณที่สร้างสุสานแห่งนิวเกรนจ์แบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละหกคน บางกลุ่มทำหน้าที่สกัดหิน บางกลุ่มทำหน้าที่ขนย้ายก้อนหิน และบางกลุ่มก็ทำหน้าที่จัดเรียงและวางก้อนหินให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ กว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก็ต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึงราว 30 ปีเลยล่ะครับ
ความพิเศษของสุสานนิวเกรนจ์คือหลักฐานของศิลปะยุคหินใหม่ที่พวกเขาได้ฝากเอาไว้บนแผ่นหินขนาดยักษ์ (Curbstones) ที่รายล้อมอยู่รอบสุสาน รวมถึงการออกแบบโครงสร้างของสุสานให้สอดรับกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อย่างน่าทึ่ง สุสานแห่งนี้ถ้ามองไกลๆอาจจะเห็นเพียงแค่เนินขนาดยักษ์ที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม ทว่าเมื่อลองได้พินิจพิจารณาใกล้ๆแล้วจะเห็นว่าโดยรอบของอาคารนั้นรายล้อมไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่น้ำหนักก้อนละไม่ต่ำกว่าหนึ่งตันจำนวน 97 ก้อน หนึ่งในหินก้อนที่น่าสนใจที่สุดคือก้อนหินที่ปรากฏบริเวณทางเข้าไปยังด้านในของสุสานที่ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ หินก้อนนี้มีความยาวราว 3 เมตร สูง ประมาณ 1.2 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 5 ตัน และนอกจากขนาดของก้อนหินจะน่าทึ่งแล้วลวดลายที่ปรากฏบนก้อนหินก็น่าทึ่งไม่แพ้กันครับ
ภาพที่แสดงบนก้อนหินคือสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายคลึงกับ “ทริสเคเลียน” (Triskelion) หรือวงก้นหอยสามวงซึ่งเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาวเคลต์ (Celt) อีกทั้งยังปรากฏในศิลปะของอารยธรรมอื่นๆอีกหลายแห่ง เช่นบนภาชนะของอารยธรรม
ไมซีเนียน (Mycenaean) ในกรีซแผ่นดินใหญ่ แต่อย่าลืมครับว่าภาพทริสเคเลียนที่ปรากฏบนแผ่นหินขนาดยักษ์ด้านหน้าทางเข้าไปยังสุสานนิวเกรนจ์นี้ สลักขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 5,200 ปีก่อน ซึ่งในขณะนั้นอารยธรรมไมซีเนียนยังไม่ปรากฏขึ้นมาบนแผนที่โลก แถมกลุ่มชาวเคลต์เองก็ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไอร์แลนด์เลยด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าภาพของทริสเคเลียนหรือก้นหอยสามวงนี้คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึง “ศิลปะยุคแรกเริ่ม” ของชนโบราณในไอร์แลนด์อย่างแน่นอน
อีกหนึ่งความโดดเด่นของนิวเกรนจ์อยู่ที่การออกแบบให้สุสานแห่งนี้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในวัน “เหมายัน” (Winter Solstice) ตรงกับช่วงประมาณวันที่ 18 ถึง 23 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่กลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่าทางเข้าของนิวเกรนจ์หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นทิศทางที่ชนโบราณจงใจเลือกมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์นี้โดยเฉพาะ แสดงให้เห็นว่าชนโบราณเมื่อ 5,200 ปีก่อนก็มีความรู้ความสามารถทางด้านดาราศาสตร์ที่น่าทึ่งไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะครับ
ปรากฏการณ์ในวันเหมายันเกิดขึ้นในโถงทางเดินความยาว 19 เมตรภายในสุสานที่นำพาไปสู่ห้องสามห้องที่วางตัวคล้ายไม้กางเขน ในช่วงเวลา 8 นาฬิกา 58 นาที แสงอาทิตย์จะส่องเข้าไปใน “ช่องขนาดเล็ก” (Roofbox) เหนือทางเข้าสุสานอาบไล้ห้องฝังศพด้านในสุดจนสว่างเรืองรองเป็นเวลานานประมาณ 17 นาที ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเข้าไปชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์นี้กันอย่างเนืองแน่น แต่ด้วยว่าทางไอร์แลนด์อนุญาตให้เข้าชมได้เพียงแค่วันละ 20 คนเท่านั้น ผู้ที่ต้องการเข้าชมจึงต้องลงชื่อสมัครเพื่อให้กลุ่มนักเรียนในท้องถิ่นทำการ “สุ่ม” รายชื่อออกมาราว 60 คนในช่วงเดือนกันยายน นั่นหมายความว่าถ้าใครปรารถนาจะไปชมปรากฏการณ์นี้ด้วยตาตัวเองสักครั้งแล้วล่ะก็ คงจะต้องพก “ดวง” ไปเยอะหน่อยล่ะครับ
นอกจากนิวเกรนจ์แล้ว อาคารลักษณะครึ่งทรงกลมบริเวณเวิ้งแม่น้ำบอยน์ที่น่าสนใจยังมีอีกสองแห่งด้วยกันครับ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือโดดเด่นเทียบเท่าสุสานนิวเกรนจ์ แต่ก็ถือได้ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
สุสานแห่งแรกมีชื่อว่า “เนาวธ์” (Knowth) ตั้งอยู่ห่างออกมาจากนิวเกรนจ์เพียงแค่ประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น มีลักษณะเป็นเนินครึ่งทรงกลมเช่นเดียวกับสุสานนิวเกรนจ์ ทว่ามีขนาดเล็กกว่าด้วยว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงแค่ 67 เมตรและสูงเพียง 12 เมตร สุสานแห่งนี้มีเนินดินขนาดเล็กรายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก ผิดกับสุสานนิวเกรนจ์ที่ปรากฏให้เห็นเพียงแค่เนินหลักขนาดใหญ่เท่านั้น นอกจากนั้นสุสานแห่งนี้ยังมีทางเข้าถึงสองทางด้วยกัน ทางแรกอยู่ฝั่งทิศตะวันออกมีความยาว 40 เมตรและอีกทางหนึ่งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกมีความยาว 34 เมตร
นักโบราณคดีเสนอว่าสุสานเนาวธ์สร้างขึ้นในช่วงประมาณ 2,500 ถึงราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล นั่นหมายความว่าสุสานแห่งนี้มีอายุร่วมสมัยกับการสร้างมหาพีระมิดแห่งกิซ่าของอียิปต์เลยทีเดียว และความโดดเด่นของสุสานเนาวธ์แห่งนี้ก็อยู่ที่ “จำนวน” ของลวดลายตกแต่งและองค์ความรู้เกี่ยวกับ “ศิลปะ” จากยุคหินใหม่ที่ปรากฏให้เห็นบนก้อนหินนี่เองครับ
สุสานนิวเกรนจ์มีก้อนหินขนาดยักษ์รายล้อมอาคารอยู่จำนวน 97 ก้อน ทว่าสุสานเนาวธ์ที่มีขนาดเล็กกว่านี้กลับมีก้อนหินมากถึง 127 ก้อนเลยล่ะครับ ก้อนหินแทบทุกก้อนมีร่องรอยของการแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งวงก้นหอยทริสเคเลียน ไปจนถึงลวดลายเรขาคณิตอย่างสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและวงกลม นักโบราณคดีพบว่าก้อนหินจากสุสานเนาวธ์ที่มีลวดลายตกแต่งนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 261 ก้อน คิดเป็นร้อยละ 45 ของจำนวนก้อนหินแกะสลักจากยุคหินใหม่ทั้งหมดที่ค้นพบในประเทศไอร์แลนด์เลยก็ว่าได้!!
สุสานอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้สุสานนิวเกรนจ์และสุสานเนาวธ์มีชื่อว่า “เดาวธ์” (Dowth) ครับ สุสานแห่งนี้อยู่ห่างจากนิวเกรนจ์ออกมาเพียงแค่ราว 3 กิโลเมตร เป็นสุสานที่นักโบราณคดียังไม่ได้ทำการขุดค้นและสำรวจอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีการเสนอกันว่าความเก่าแก่ของสุสานเดาวธ์น่าจะใกล้เคียงกับสุสานนิวเกรนจ์คือมีอายุอยู่ที่ประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว เป็นสุสานลักษณะครึ่งทรงกลมปกคลุมด้วยผืนหญ้าสีเขียว ภายในมีโถงทางเดินสองโถงหันหน้าออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้นำพาไปยังห้องที่ใช้เป็นสถานที่ฝังศพ โถงแรกเรียกว่าโถง “เดาวธ์-เหนือ” (Dowth North) อีกโถงหนึ่งเรียกว่า “เดาวธ์ใต้” (Dowth South) ที่น่าสนใจก็คือโถง “เดาวธ์ใต้” นี้ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในวันเหมายัน ด้วยเช่นกัน
นอกจากความเก่าแก่ของสุสานเดาวธ์จะใกล้เคียงกับสุสานนิวเกรนจ์แล้ว ขนาดของสุสานทั้งสองแห่งยังใกล้เคียงกันอีกด้วยครับ สุสานเดาวธ์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 85 เมตร ความสูง ณ ตำแหน่งสูงสุดคือ 15 เมตร จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าสุสานเดาวธ์มีก้อนหินรายล้อมอยู่ถึง 115 ก้อน และก้อนหินราวครึ่งหนึ่งก็ยังคงฝังตัวจมอยู่ใต้ดินมาจนถึงทุกวันนี้
จุดเด่นของสุสานเดาวธ์อยู่ที่ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้น ณ โถงเดาวธ์ใต้ในวันเหมายันที่คล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ใน “ยามเช้า” ที่สุสานนิวเกรนจ์ แต่ด้วยว่าโถงเดาวธ์ใต้หันหน้าออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้น “ยามอาทิตย์อัสดง” แทน แสงของดวงสุริยายามเย็นจะค่อยๆสาดส่องเข้าไปตามโถงสั้นๆ ก่อนจะอาบไล้แผ่นหินที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งปลายสุดของห้อง น่าเสียดายที่ในปัจจุบันแมกไม้บริเวณปากทางเข้าโถงเดาวธ์ใต้ได้บดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้าด้านในไปบ้างบางส่วน แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความมหัศจรรย์ของปรากฏการณ์นี้ลงไปเลยแม้แต่น้อย
อีกหนึ่งความโดดเด่นของสุสานเดาวธ์อยู่ที่ศิลปะจากยุคหินใหม่ที่สลักเสลาเอาไว้บนแผ่นหินอย่างน้อย 15 ก้อน ผลงานชิ้นโบแดงมีชื่อว่า “ศิลาเจ็ดสุริยา” (Stone of the Seven Suns) ที่แสดงภาพวงกลมดูคล้ายดวงอาทิตย์จำนวน 7 ดวง แต่ในทุกวันนี้นักโบราณคดีก็ยังไม่สามารถอธิบายถึงความหมายที่แท้จริงของบรรดาภาพสลักที่ปรากฏบนแผ่นหินเหล่านี้ได้หรอกครับ
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 สุสานยุคหินใหม่แห่งไอร์แลนด์ทั้งสามแห่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ “บรู นา บวาเน” (Brú na Bóinne) ทุกวันนี้นักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกยังคงหลั่งไหลเข้าไปชมความมหัศจรรย์ของสุสานยุคดึกดำบรรพ์ทั้งสามอย่างคึกคัก บ้างก็ยังคงลุ้นให้ชื่อของตนเองถูกเลือกเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้เข้าไปชมปรากฏการณ์ในวันเหมายันอันแสนน่าทึ่ง แต่ถ้าใครไม่ถูกเลือกก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะเพียงแค่ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งมหัศจรรย์อายุกว่า 5,000 ปี ก็ถือเป็นประสบการณ์อันแสนวิเศษแล้วล่ะครับ.
โดย : นนทพัทธ์
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน