“กินปลาเข้าไปเยอะๆ จะได้ฉลาด” ประโยคคุ้นหูที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินจากแม่ของตัวเองอยู่บ่อยๆ พอโตขึ้นมาก็เริ่มเข้าใจว่าในปลาทะเลมี ‘น้ำมันปลา’ ที่เต็มไปด้วยสารอาหารมากคุณประโยชน์ จึงไม่แปลกใจเลยที่แม่พยายามให้กินตั้งแต่เด็ก และอีกอย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทน้ำมันปลามีโอเมก้า-3 ซึ่งเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย แล้วโอเมก้า-3 คืออะไร วัยไหนควรทานน้ำมันปลาอย่างไร จึงจะเหมาะสม ขอพาไขข้อข้องใจ และมาดูกันว่าโอเมก้า-3 มีคุณประโยชน์อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกน้ำมันปลากัน

โอเมก้า-3 กรดไขมันพิเศษในน้ำมันปลาที่จำเป็นต่อร่างกาย

สารอาหารที่มีประโยชน์อย่างหนึ่งในน้ำมันปลานั่นคือ กรดไขมันโอเมก้า-3 เป็นกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งจำเป็นต่อระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย ประกอบด้วย กรดไขมัน EPA และกรดไขมัน DHA ซึ่ง EPA จะช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และ DHA ช่วยการทำงานของระบบประสาท สมองและสายตา

ร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างโอเมก้า-3 เองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น การได้กินอาหารจำพวกที่มีโอเมก้า-3 อย่างปลาทะเลจำพวกปลาแซลมอน ปลาแมคคาเรล ปลาซาร์ดีน ในปริมาณที่เพียงพอต่อวันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าใครกินเจก็สามารถเลือกกินผักและธัญพืชบางชนิดที่มีโอเมก้า-3 ได้ อย่างเช่น เมล็ดลินิน เมล็ดเจีย ถั่ววอลนัท เมล็ดฟักทอง หรือหากใครรู้ตัวว่าไม่สามารถกินอาหารที่โอเมก้า-3 ได้เพียงพอต่อวัน การเลือกกินอาหารเสริมก็เป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ดีเช่นเดียวกัน

น้ำมันปลา เหมาะกับวัยไหน?

ความจริงแล้วน้ำมันปลาเหมาะกับทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุเพียงไม่กี่ขวบจนถึงผู้สูงอายุ แต่ควรเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้น้ำมันปลาเข้าไปเสริมสร้างคุณประโยชน์ต่างๆ ของร่างกายและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ดี

สำหรับวัยเด็ก เนื่องจากเป็นวัยที่ร่างกายและสมองกำลังเติบโต การกินน้ำมันปลาจึงเป็นตัวช่วยอย่างดี เพราะมี DHA ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์สมองทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ และช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อย่างเด็กเล็กในวัย 2-3 ปี ต้องกินอย่างน้อย 40 มิลลิกรัมต่อวัน พอเข้าสู่วัยรุ่นขึ้นมาจะอยู่ระหว่าง 70 ถึง 125 มิลลิกรัมต่อวัน

ส่วนวัยผู้ใหญ่ เป็นวัยที่จะเจอโรคต่างๆ มารุมเร้าอยู่เสมอ การกินน้ำมันปลาก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้อย่างดี โดยเฉพาะหัวใจและหลอดเลือด เพราะน้ำมันปลามีค่า EPA ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เสริมการทำงานของไนตริกออกไซด์ ลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือดได้ดี และอีกหลายประโยชน์ที่สำคัญต่อระบบการหมุนเวียนโลหิต ซึ่งควรกินให้ได้ EPA และ DHA ในปริมาณ 250 และ 500 มิลลิกรัมต่อวัน

กินน้ำมันปลา ทดแทนการได้รับ Omega-3 จากปลาได้ไหม?

อย่างที่เกริ่นในช่วงแรก ถ้าหากเราไม่สามารถกินอาหารที่มี Omega-3 ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน ก็สามารถเลือกกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้เช่นกัน แต่ต้องอย่าเข้าใจผิดคิดว่าอาหารเสริมเหล่านี้สามารถเข้าไปทดแทนได้ เพียงแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะเข้าไปช่วยชดเชยความสมบูรณ์ของสารอาหารให้ครบตามจำนวนที่ร่างกายต้องการ หากร่างกายได้รับมากเกินก็จะมีกระบวนการดูดซึมและขับออกตามธรรมชาติ

เพราะสุขภาพดีเริ่มต้นตอนนี้ได้ทุกวัน ใครที่ไม่มีเวลาและคิดว่าอาจจะทานอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นได้ไม่ครบถ้วน การเลือกกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญ และควรมองหาแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีคุณภาพดีได้รับการยอมรับ คัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพสูงจากปลาตัวเล็ก เช่น ปลาแอนโชวี่ ที่อาศัยในน่านทะเลน้ำลึก มีแหล่งปนเปื้อนของสารต่างๆ น้อย และผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตระดับสากล PIC/s และ GMP จากประเทศออสเตรเลีย ผ่านการตรวจสอบปริมาณสารปรอทและตะกั่ว ทั้งนี้รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วสีชา ที่ได้มาตรฐานการผลิตยา ช่วยรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์จากความร้อนหรือแสงแดดได้ดี

ซึ่งปัจจุบันก็มีแบรนด์อาหารเสริมที่พัฒนาคุณภาพและมีสูตรน้ำมันปลาให้เลือกหลากหลาย ตามความต้องการของคนทุกเพศ ทุกวัย เรามาลองทำความรู้จักกับน้ำมันปลาแต่ละสูตรดังนี้

⦁ สูตรมาตรฐาน เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นใส่ใจตัวเอง อยากมีสุขภาพที่ดี และไม่ค่อยกินปลาเป็นประจำ โดยปกติน้ำมันปลาสูตรมาตราฐาน จะมีปริมาณโอเมก้า-3 300 มิลลิกรัม ที่ประกอบไปด้วย EPA 180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม

⦁ สูตรเม็ดเล็ก ไร้กลิ่นคาว เหมาะสำหรับคนที่อยากดูแลตัวเอง แต่ไม่ชอบทานน้ำมันปลาเม็ดใหญ่ หรือมีกลิ่นคาวปลา สูตรนี้ทำให้ทานได้ง่ายขึ้น และเหมาะสำหรับเด็ก เพราะมีขนาดเม็ดเล็ก กินง่าย

⦁ สูตรที่มี DHA สูง เหมาะสำหรับคนที่ ต้องการบำรุงสมอง สายตา และความจำ เพราะ DHA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์สมองด้วยการเชื่อมโยงการส่งต่อกระแสประสาท และช่วยพัฒนาเซลล์สมองและสายตา

⦁ สูตรที่มี EPA สูง สำหรับคนที่ชอบกินของทอด อาหารที่มีไขมันสูง หรือเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เพราะ EPA ช่วยลดไขมันในเลือด (ไตรกลีเซอไรด์) ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และลดอาการอักเสบจากโรคข้ออักเสบ

⦁ สูตรที่มีโอเมก้า 3 เข้มข้นเป็น 2 เท่าจากสูตรปกติ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ชอบความสะดวก สามารถรับประทานแค่เม็ดเดียวก็เพียงพอต่อความต้องการน้ำมันปลาในแต่ละวัน

และถ้าอยากรู้ว่าตัวคุณเองเหมาะกับน้ำมันปลาแบบไหน ลองเข้าไปเช็กด้วยตัวเองง่ายๆ ที่ http://www.blackmoresfishoilquiz.com/