ข่าว
100 year

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : แกะรอยสุสาน กษัตริย์อกาเมมนอน

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน2 ก.พ. 2563 05:01 น.
SHARE

(ภาพ)โถงทางเข้าของสุสานแห่งอกาเมมนอน.

ในที่สุดข้าก็ได้จ้องใบหน้าของท่านแล้ว อกาเมมนอน!!” นี่คือข้อความที่กล่าวกันว่านักโบราณคดีนาม ไฮน์ริช ชลีมานน์ (Heinrich Schliemann) เขียนส่งทางโทรเลขไปยังกษัตริย์จอร์จที่ 1 (GeorgeI) แห่งกรีซ

ด้วยความตื่นเต้นเพื่อแจ้งว่าเขาค้นพบ “หน้ากากทองคำ” ของกษัตริย์แห่งอารยธรรมไมซีเนียน (Mycenaean) ที่มีพระนามว่า “อกาเมมนอน” (Agamemnon) เข้าให้แล้ว!!

หน้ากากทองที่ชลีมานน์เชื่อว่าเป็นของอกาเมมนอน.


ว่าแต่อกาเมมนอนเป็นใครกัน? แล้วทำไมชลีมานน์ถึงเชื่อสนิทใจว่าหน้ากากทองคำที่เขาค้นพบในสุสานที่ไมซีเนเป็นของกษัตริย์อกาเมมนอนพระองค์นี้ล่ะ? แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนหลายท่านคงจะพอคุ้นๆกับนามนี้ที่ปรากฏอยู่ในมหากาพย์อีเลียด (Iliad) ของจอมกวีโฮเมอร์ (Homer) แห่งกรีกโบราณที่เกี่ยวข้องกับ “กรุงทรอย” (Troy) ก็กรุงทรอยที่พินาศด้วยกลศึกม้าไม้นั่นละครับ อกาเมมนอนคือกษัตริย์ผู้ครองนครไมซีเน แถมยังเป็นผู้นำทัพกองกำลังพันธมิตรกรีกบุกเข้าไปโจมตีกรุงทรอยอีกด้วย เรียกได้ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์นักรบที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดคนหนึ่งของไมซีเนเลยก็ว่าได้ครับ

นอกจากนั้น ถ้าลองได้พิจารณาประเด็นนี้ร่วมกับภูมิหลังของชลีมานน์ก็จะมองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยว่าชลีมานน์เริ่มต้นชีวิตวัยเด็กของเขาจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าวีรบุรุษและที่ชลีมานน์หลงใหลเป็นพิเศษก็คือตำนานของ “กรุงทรอย” อันเป็นเป้าหมายการบุกเข้าโจมตีของกษัตริย์อกาเมมนอนเสียด้วย นั่นจึงไม่แปลกเลยครับที่ชลีมานน์จะให้ความสนใจกษัตริย์พระองค์นี้มากเป็นพิเศษ

ด้วยว่าชลีมานน์มีความหลงใหลในตำนานมหากาพย์ของโฮเมอร์ เขาต้องการที่จะพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่าตำนานของโฮเมอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่นิทานปรัมปรา ด้วยการพยายามหาหลักฐานมาสนับสนุนให้ได้ว่าเรื่องราวต่างๆที่ปรากฏในมหากาพย์รวมถึงตำนาน “สงครามโทรจัน” (Trojan War) นั้นเป็น “เรื่องจริง” นั่นจึงทำให้ชลีมานน์พยายามเชื่อมโยงหลักฐานที่เขาค้นพบเข้ากับบุคคลหรือสถานที่ที่ปรากฏในตำนานเพื่อที่จะเป็นการยืนยันว่าเขาได้ค้นพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเมืองทรอยรวมถึงตำนานสงครามโทรจันนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่จินตนาการของโฮเมอร์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกครับที่เมื่อชลีมานน์ค้นพบ “สุสาน” หลากหลายแห่งทั้งในตุรกีและกรีซ เขาจึงมักจะ “ด่วนสรุป” ด้วยการเชื่อมโยงสิ่งของเหล่านั้นเข้ากับตัวละครในบทประพันธ์ของโฮเมอร์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ชลีมานน์ทึกทักเอาว่าหน้ากากทองคำที่เขาค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1876 จากสุสานโบราณแห่งไมซีเนเป็นของกษัตริย์ “อกาเมมนอน” ตามไปด้วยยังไงล่ะครับ

หน้ากากทองคำชิ้นอื่นๆที่ค้นพบ ในกลุ่มสุสานวงกลม เอ.

แต่คำถามก็คือสุสานที่ชลีมานน์ค้นพบ หน้ากากทองคำปริศนานี้จะเป็นของอกาเมมนอนดังที่เขาได้เสนอเอาไว้จริงๆน่ะหรือ? นักโบราณคดีในปัจจุบันไม่คิดเช่นนั้นหรอกครับ กลุ่มสุสานที่ชลีมานน์ค้นพบหน้ากากทองคำที่เขาเชื่อว่าเป็นของ อกาเมมนอนคือกลุ่มสุสานที่นักโบราณคดีในปัจจุบันเรียกว่า “สุสานวงกลม เอ” (Grave Circle A) ตั้งอยู่ด้านในกำแพงเมืองไมซีเน ห่างจาก “ประตูสิงห์” (Lion Gate) เข้าไปไม่ไกลนัก ชื่อของสุสานวงกลมมาจากกำแพงที่ล้อมรอบสุสานอยู่มีลักษณะเป็น “วงกลม” ซ้อนกันสองชั้น กำแพงทั้งสองชั้นสร้างจากการนำเอาแผ่นหินสูงราว 1 เมตรมาจัดเรียงต่อกันเป็นวงกลมรัศมี 27 เมตร ระหว่างกำแพงชั้นแรกกับชั้นที่สองมีช่องว่างที่ถูกเติมเต็มด้วยเศษดิน และด้านในของกำแพงวงกลมนี่ล่ะครับคือที่ตั้งของ “สุสาน” สี่เหลี่ยมผืนผ้า 6 แห่งซึ่งอัดแน่นไปด้วย “สมบัติ” ที่ส่วนใหญ่ทำมาจากทองคำเหลืองอร่าม

สุสานทั้งหมดได้รับการตั้งชื่อตามหมายเลขตั้งแต่ “สุสาน 1” (Tomb I) ไปจนถึง “สุสาน 6” (Tomb VI) นักโบราณคดีค้นพบ “ศพ” ทั้งสิ้น 19 ร่าง เป็นบุรุษ 8 ร่าง สตรี 9 ร่าง และเด็กอีก 2 ร่าง ศพของบุรุษบางร่างมีหัวธนูและกริชวางอยู่ข้างกาย ทว่าไม่พบโล่หรือชุดเกราะใกล้ศพของพวกเขาแต่อย่างใด นอกจากบรรดาอาวุธแล้ว นักโบราณคดียังค้นพบถ้วยและภาชนะทำจากโลหะเงินและทองคำวางอยู่ใกล้กับศพของทั้งบุรุษและสตรี ภาชนะบางชิ้นขึ้นรูปเป็นสัตว์ชนิดต่างๆเช่นวัวหรือสิงโต แต่โบราณวัตถุที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มสุสานวงกลม เอ ก็คือ “หน้ากากทองคำ” ที่ปิดอยู่เหนือใบหน้าของศพนี่ล่ะครับ

ภาพวาดของสุสานที่เรียกกันว่า “สุสานของอกาเมมนอน”.


นักโบราณคดีทราบว่าศพของบุรุษที่ฝังใน “สุสาน 4” และ “สุสาน 5” จำนวนห้าร่างมีหน้ากากทองคำปิดคลุมบริเวณใบหน้า ลักษณะของหน้ากากทองคำเป็นแผ่นทองที่ตีขึ้นรูปเป็นใบหน้า มองเห็นดวงตา จมูก ปากและใบหูอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะจำลองมาจากใบหน้าของผู้วายชนม์เอง และหน้ากากที่ขึ้นรูปเป็นใบหน้ามนุษย์ได้ประณีตมากที่สุดในบรรดาหน้ากากทั้งหมดที่ค้นพบ ก็คือหน้ากากทองคำที่ชลีมานน์เสนอว่าเป็นหน้ากากของ “อกาเมมนอน” นั่นเองล่ะครับ

ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าหลังจากที่กษัตริย์อกาเมมนอนแห่งไมซีเนสิ้นพระชนม์ลง พระองค์นอนหลับใหลอย่างสงบภายในหลุมสี่เหลี่ยมของกลุ่มสุสานวงกลม เอ โดยมีหน้ากากทองคำอันประณีตปกปิดใบหน้าเอาไว้ด้วยเช่นนั้นหรือ? มีความเป็นไปได้สูงว่าชลีมานน์จะเชื่อเช่นนั้นครับ แต่ในปัจจุบันนักโบราณคดียุคใหม่ไม่มีใครเห็นด้วยกับข้อเสนอของชลีมานน์อีกต่อไปแล้ว จากการขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติมในกลุ่มสุสานวงกลม เอ ด้านในกำแพงเมืองไมซีเน ทำให้พบว่าสุสานโบราณกลุ่มนี้มีอายุย้อนกลับไปได้ถึงช่วงราว 1,580 ถึง 1,500 ปีก่อนคริสตกาล แต่ตำนานสงครามโทรจันที่กษัตริย์อกาเมมนอนมีบทบาทอยู่กลับถูกเสนอว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 1,260 ถึง 1,180 ปีก่อนคริสตกาลเท่านั้นเองครับ

หลักฐานที่ค้นพบแสดงให้เห็นว่าอายุของกลุ่มสุสานวงกลม เอ ในไมซีเน รวมถึงช่วงเวลาที่ศพทั้ง 5 ร่างภายใต้หน้ากากทองคำถูกฝังเอาไว้ในสุสานมีความเก่าแก่กว่ายุคสมัยของอกาเมมนอนถึง 300ปี!! ถ้าบุรุษที่สวมหน้ากากทองคำชิ้นนี้สิ้นลมอย่างสงบมายาวนานร่วม 3 ศตวรรษก่อนที่สงครามโทรจันจะปะทุขึ้น แล้วสถานที่แห่งนี้จะเป็นสุสานของกษัตริย์อกาเมมนอนตามที่ชลีมานน์เคยเสนอเอาไว้ได้ยังไงล่ะครับ?

ประตูสิงห์แห่งไมซีเนตั้งอยู่ใกล้กับกลุ่มสุสานวงกลม เอ.

แต่กลุ่มสุสานวงกลม เอ ก็ไม่ใช่สุสานเพียงแห่งเดียวที่ถูกเสนอให้เป็นสุสานของอกาเมมนอนหรอกครับ เพราะห่างออกมาจากกลุ่มสุสานวงกลม เอ ในแหล่งโบราณคดีของเมืองไมซีเนได้เพียงแค่ราว 500 เมตร นักโบราณคดีได้ค้นพบสุสานอีกแห่งหนึ่งที่ถูกตั้งชื่อเชื่อมโยงกับ “อกาเมมนอน” เช่นกัน สุสานที่ว่านั้นมีรูปทรงคล้ายรังผึ้ง (Beehive) แถมยังได้รับการเรียกขานแบบตรงตัวว่าเป็น “สุสานแห่งอกาเมมนอน” (Tomb of Agamemnon) เสียด้วย!!

สุสานแห่งอกาเมมนอนที่ว่านี้มีลักษณะเป็นอาคารทรงโดมดูคล้ายรังผึ้ง สร้างจากหินซ้อนขึ้นไปบรรจบกันบนยอด ด้านนอกของสุสานปกคลุมด้วยดินจนดูคล้ายกับเนินดินขนาดใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้วชาวซีเนโบราณไม่ได้ทำการขุดเนินดินเพื่อฝังศพหรอกครับ พวกเขาเพียงแค่นำดินมาปกคลุมเอาไว้เหนือโครงสร้างหินที่พวกเขาสร้างเป็นห้องฝังศพที่เรียกว่า “โธลอส” (Tholos) ก็เท่านั้นเอง แต่โธลอสก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในองค์ ประกอบของสุสานประเภทนี้ จุดเด่นของสุสานแบบรังผึ้งอยู่ที่โถงทางเข้าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “โดรมอส” (Dromos) ที่นำทางเข้ามาสู่ซุ้มประตูหรือ “สโตเมียน” (Stomion) อันเป็นปากทางเข้าไปสู่โธลอสซึ่งเป็นห้องฝังศพที่แท้จริงของสุสาน และในนครไมซีเนก็มีสุสานแบบโธลอสเช่นนี้อยู่มากถึง 9 แห่งเลยทีเดียวล่ะครับ

สุสานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดา สุสานแบบโธลอสทั้ง 9 แห่งในไมซีเนก็คือสุสานที่อ้างว่าเป็นของ “อกาเมมนอน” นี่ล่ะครับ โดรมอสหรือโถงทางเดินที่นำเข้าไปยังซุ้มประตูของสุสานแห่งนี้มีความยาว 36 เมตร ทั้งสองข้างขนาบไปด้วยกำแพงหินที่ค่อยๆเพิ่มระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงที่สุดเมื่อถึงประตูทางเข้าหรือสโตเมียนที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน สโตเมียนของสุสานแห่งอกาเมมนอนประกอบไปด้วยประตูทางเข้าสี่เหลี่ยมกว้าง 2.7 เมตร สูงถึง 5.4 เมตรที่ก่อด้วยการจัดเรียงหินอย่างประณีต ด้านบนขื่อประตูคือหินขนาดยักษ์เพียงก้อนเดียวที่มีขนาดยาว 8.3 เมตร กว้าง 5.2 เมตร หนาร่วม 1.2 เมตร แถมมีน้ำหนักมหาศาลถึง 120 ตัน!! เหนือหินขนาดมหึมาก้อนนี้ขึ้นไปคือโครงสร้างแบบคอร์เบลที่ค่อยๆสอบตัวสูงขึ้นไปบรรจบกันด้านบนทำให้เกิดช่องเปิดทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ขึ้นเหนือประตูทางเข้าที่ช่วยในการกระจายน้ำหนัก

ถัดจากประตูทางเข้าหรือสโตเมียนขนาดใหญ่ก็คือห้องโถงโธลอสทรงรังผึ้งเส้นผ่าศูนย์กลาง 14.6 เมตร มีความสูง ณ จุดศูนย์กลางอยู่ที่ 13.5 เมตร กำแพงทรงโดมของโธลอสในสุสานแห่งอกาเมมนอนสร้างจากก้อนหินที่จัดเรียงอย่างพิถีพิถันสูงขึ้นไปทั้งหมด 33 แถว ทางด้านทิศเหนือภายในห้องโธลอสมีประตูนำไปสู่ห้องขนาดเล็กด้านข้างอีกห้องหนึ่งที่เสนอกันว่าเป็นห้องฝังศพที่แท้จริงของสุสานแห่งนี้ซึ่งมีลักษณะคล้ายกล่องทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ แต่ถึงอย่างนั้นสุสานแบบโธลอสแห่งอื่นก็ไม่ได้มีห้องด้านข้างเช่นนี้อยู่ด้วยเสมอไปหรอกครับ และส่วนใหญ่แล้วศพก็มักจะถูกจัดวางเอาไว้อย่างง่ายๆภายในห้องโถงโธลอสนี่เอง

กลุ่มสุสานวงกลม เอ.

คำถามสำคัญคือ “สุสานแห่งอกาเมมนอน” แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับกษัตริย์อกาเมมนอนมากน้อยแค่ไหน? ก่อนที่จะไปตอบคำถามนี้คงต้องมาดูที่มาที่ไปของ “ชื่อ” สุสานโธลอสทั้ง 9 แห่งในไมซีเนกันก่อนครับ นักโบราณคดีทราบว่าสุสานเหล่านี้มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป สุสานบางแห่งตั้งชื่อตามสถานที่ตั้งในปัจจุบัน สุสานบางแห่งตั้งชื่อตามสิ่งที่ค้นพบใกล้กับสุสาน เช่น “สุสานแห่งสิงโต” สุสานบางแห่งตั้งชื่อตามลักษณะทางสถาปัตยกรรม เช่น “สุสานไซโคลเปียน” ซึ่งแสดงถึงรูปแบบการจัดเรียงก้อนหินของชาวไมซีเน และสุสานบางแห่งก็ตั้งชื่อตาม “บุคคล” ในตำนานของไมซีเน เช่น “สุสานแห่งเอกิสธัส” (Tomb of Aegisthus) หรือ “สุสานแห่งไคลเทมเนสทรา” (Tomb of Clytemnestra) และแน่นอนครับว่ารวมถึง “สุสานแห่งอกาเมมนอน” ด้วย!!

นั่นย่อมหมายความว่า “สุสานแห่งอกาเมมนอน” ไม่ได้ตั้งชื่อตาม “เจ้าของ” สุสานตัวจริงหรอกครับ ทว่าเป็นการตั้งชื่อ “ตามใจฉัน” เสียมากกว่า ด้วยว่าสุสานแห่งนี้มีขนาดใหญ่และสร้างอย่างประณีต เจ้าของสุสานตัวจริงจึงอาจจะเป็นชนชั้นสูงในสังคมของชาวไมซีเนหรือไม่ก็อาจจะเป็นกษัตริย์ในยุคแรกเริ่มของพวกเขาก็เป็นได้ แต่น่าเสียดายที่สมบัติและโบราณวัตถุต่างๆในสุสานแห่งนี้ถูกปล้นไปจนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ก็เลยทำให้นักโบราณคดียังไม่สามารถสรุปได้จนถึงทุกวันนี้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครเคยนอนหลับใหลอยู่ใน “สุสานแห่งอกาเมมนอน” กันแน่

ถึงแม้ว่านักโบราณคดีพอจะทราบว่าสุสานแบบโธลอสทั้ง 9 แห่งของไมซีเนนี้น่าจะมีอายุย้อนกลับไปได้ถึงช่วงราว 1,500 ถึง 1,250 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งอาจจะมีอายุใกล้เคียงกับช่วง “สงครามโทรจัน” ที่ชลีมานน์ชื่นชอบอยู่บ้าง แต่ตราบเท่าที่นักโบราณคดียังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนมากพอจะมาสรุปว่าโธลอสเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับกษัตริย์ในตำนานจริงๆ สุสานและหน้ากากของ “อกาเมมนอน” ก็คงจะเป็นเพียงแค่หลักฐานทางโบราณคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงผลงานอันน่าทึ่งของเหล่าบรรพชนแห่งนครไมซีเนที่บังเอิญถูก “ตั้งชื่อ” ด้วยความเข้าใจผิดจากความหลงใหลในกรุงทรอยและตำนานสงครามโทรจันของนักสำรวจนามว่า “ไฮน์ริช ชลีมานน์” ก็เท่านั้นเองล่ะครับ.

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน
โดย : โดย : นนทพัทธ์

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลสุสานอกาเมมนอนหน้ากากทองคำไฮน์ริช ชลีมานน์ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้