กีฬา
100 year

สังคมผู้สูงอายุไทยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แนะเพิ่มนวัตกรรมสุขภาพเพื่อป้องกัน-รักษา

Advertorial1 ธ.ค. 2562 14:01 น.
SHARE

บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด จัดงานเสวนาในหัวข้อ หัวใจสุขภาพดี สูงวัยอย่างแข็งแรง (Healthy Hearts, Healthy Aging) วิเคราะห์ความต้องการการบริการด้านสุขภาพจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (CV) กับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในการนำวิธีการรักษาและเทคโนโลยีใหม่มาเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย และอาการโรคหัวใจที่ร้ายแรงอื่นๆ ในระยะยาว แก่ผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด

การจัดเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ วศิน พุทธารี หัวหน้าห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ อาจารย์แพทย์ ศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาบรรยายในเรื่องสถานการณ์ภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดกับสังคมผู้สูงอายุ และนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย

ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้ถูกรวบรวมไว้ในรายงาน Healthy Hearts, Healthy Aging ฉบับประเทศไทย โดยรายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการจัดทำรายงาน Healthy Hearts, Healthy Aging ในระดับภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ดำเนินการจัดทำโดยไบเออร์และ NUS Enterprise หน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore : NUS) โดยมีนาย ริอาซ บัคซ ผู้จัดการทั่วไป แผนกฟาร์มาซูติคอล บริษัท ไบเออร์ ไทย จำกัด กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเสวนา แพทย์ด้านหัวใจและหลอดเลือดและสื่อมวลชน

รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากโรคหัวใจและหลอดเลือดกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมสุขภาพ และข้อเสนอแนะในการนำวิธีการรักษาเชิงป้องกันที่เหมาะสมมาใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

แนวโน้มสังคมสูงอายุในประเทศไทย

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในปี 2544 มีจำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 7%¹ และในปี 2562 จำนวนประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 11% และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ของประชากรทั้งหมดในปี 2593 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด¹﹐²

การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ การเพิ่มขึ้นของอายุนั้นย่อมมาพร้อมกับภาวะโรคเรื้อรังต่างๆ และภาวะทุพพลภาพที่เป็นผลจากการเป็นโรค ทำให้เกิดความต้องการการดูแลสุขภาพ³ โรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Diseases, NCDs) อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญในผู้สูงอายุ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศ

ภาระจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย

โรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Diseases, NCDs) คิดเป็นกว่า 70% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย⁴ มีรายงานว่า กว่า 50% ของประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคเรื้อรังอย่างน้อยหนึ่งโรค⁵ และในปี 2558 โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 23% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด⁶

โรคหัวใจและหลอดเลือดแสดงถึงความผิดปกติต่างๆ ของหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยที่โรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) หรืออาการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นอาการที่ทำให้สมองมีความเสี่ยงจากการขาดเลือดจากการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) จากภาวะ AF มีอาการรุนแรง สามารถทำให้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 50 ต้องทุพพลภาพ และโดยส่วนมากเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลที่ร้ายแรงได้มากกว่า Stroke ที่เกิดจากสาเหตุอื่น

จากข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข พบว่าโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) และโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart diseases: CHD) เป็น 2 ใน 5 อันดับแรกของปัญหาสุขภาพของคนไทย และเป็น 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตในกลุ่มผู้เป็นโรคเรื้อรังในประเทศไทย⁷ โดยอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) เพิ่มขึ้น 24% และอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เพิ่มขึ้น 19.7% ในช่วงระหว่างปี 2550 ถึงปี 2560 ในประเทศไทย⁸

โรคหัวใจและหลอดเลือดหนึ่งโรคที่มีความรุนแรง และสามารถทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยในกรณีทุพพลภาพจากการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ในช่วงปี 2550-2560 มีรายงานว่า ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เป็น 1 ใน 10 อันดับของสาเหตุการเสียชีวิตและพิการในดัชนีวัดความสูญเสียทางสุขภาพ (Disability-Adjusted Life Years, DALY)⁸

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในประเทศไทยพบว่าจำนวนผู้ป่วยในจากโรคหัวใจที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจวาย มีมากกว่า 84,000 คนในปี 2560 เพิ่มขึ้น 25% จาก 67,000 คนในปี 2556 และจำนวนผู้ป่วยในจากโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการตรวจรักษา มีมากกว่า 26,000 คนในปี 2560 เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จาก 17,000 คนในปี 2556⁹

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้สูงอายุ ครอบครัวและผู้ดูแล และภาระนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณหากมีอาการโรคหัวใจที่ร้ายแรงร่วมด้วย อันนำไปสู่ความพิการ ซึ่งต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง และต้องการการดูแลในระยะยาว

นายแพทย์ วศิน พุทธารี กล่าวว่า “จากแนวโน้มของประชากรสูงอายุในประเทศไทย อัตราการเกิดภาวะที่เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น เราต้องพิจารณาภาระที่เกี่ยวข้องกับการดูแลหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ปัจจุบันเราไม่มีสถานบริการสาธารณสุขที่เพียงพอในการดูแลผู้ป่วยที่ทุพพลภาพหลังโรคหลอดเลือดสมอง หากผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ภาระในการดูแลจะตกอยู่กับครอบครัว สมาชิกในครอบครัวจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยสูงอายุ”

ข้อเสนอให้นำนวัตกรรมสุขภาพมาแก้ปัญหา

รายงาน Healthy Hearts Heathy Aging ฉบับประเทศไทย นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุขภาพมาใช้ในการรักษา พร้อมๆ ไปกับการสร้างความรู้และความตระหนักในกลุ่มผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

รายงานฉบับนี้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา 5 แนวทาง ได้แก่

1. การส่งเสริมให้เกิดการวิจัยเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน ยังคงมีอุปสรรคในแง่ของการเข้าถึงผู้ป่วยเพื่อรักษาตามแนวทางการปฏิบัติทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

นายแพทย์วศิน กล่าวว่า สำหรับยาลดไขมันและความดันโลหิต แพทย์ส่วนใหญ่ทราบว่าจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ตามที่ระบุไว้ในแนวทางปฏิบัติทางคลินิก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วยบางรายไม่ได้รับความคุ้มครองตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แพทย์จึงไม่สามารถสั่งยาให้กับผู้ป่วยเหล่านี้ และทำให้ผู้ป่วยดังกล่าวจะไม่สามารถได้รับการรักษาตามแนวทางการปฏิบัติทางคลินิก

ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผมเห็นสถิติจากผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมีมากกว่า 3,000 ราย และพบว่า 70% ของผู้ป่วยเหล่านี้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ได้รับใบสั่งยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกลุ่มใหม่ที่ได้กำหนดไว้ในแนวทางการรักษา การใช้ยากลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ต้านวิตามินเค (a non-vitamin K antagonist oral anticoagulant (NOAC)) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่มีโรคร่วมอื่นๆ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงยานี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการนำเสนอข้อมูลในเรื่องต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของการใช้ยานี้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ การรักษาด้วยการใช้ยากลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ต้านวิตามินเค (NOAC) ที่ใช้รับประทานร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดได้แสดงให้เห็นประสิทธิผลที่ดีขึ้นในการป้องกันเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดสมองและอาการหัวใจวายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Diseases: CAD) และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease: PAD)¹º

นายแพทย์วศิน กล่าวว่า ผมใช้วิธีรักษาในเชิงป้องกันที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังเกตว่าผู้ป่วยเหล่านี้ มีช่วงที่โรคสงบ อยู่ในภาวะคงที่มากขึ้นและยาวนานขึ้น มีอาการกำเริบของโรคน้อยลงหรือหากแสดงอาการก็จะไม่รุนแรงมากนัก เปรียบเทียบกับก่อนหน้าที่จะมีการรักษาเชิงป้องกันที่เข้มข้นเท่ากับทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี เรายังขาดแคลนข้อมูลในประเทศของเราเอง ที่สนับสนุนความเห็นที่ว่านี้ ว่าการรักษาเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น อายุยืนยาวขึ้น รวมทั้งข้อมูลในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ด้วย

2. การทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมเพื่อผลการรักษาที่ดีมากยิ่งขึ้น

นายแพทย์วศิน กล่าวว่า แพทย์ส่วนใหญ่เริ่มมองหานวัตกรรมใหม่ เมื่อผลการรักษายังไม่บรรลุเป้าหมาย และวิธีการที่มีอยู่เดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มีผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคหรือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจร้ายแรง หรือแพทย์ที่ไม่สามารถหาวิธีการป้องกันควบคุมไม่ให้อาการของโรคแย่ลง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แพทย์มองหานวัตกรรมหรือการรักษาใหม่ๆ ที่สามารถปรับปรุงผลการรักษาของผู้ป่วยได้

ทางออกที่เป็นไปได้คือ การทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาดังกล่าวได้ กล่าวคือ ควรจะให้มีการรักษาให้กับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม ที่มีความต้องการในการรักษาสูง แทนที่จะให้เป็นวงกว้าง นับเป็นการเริ่มต้นในการเพิ่มการเข้าถึงยาและสนับสนุนให้แพทย์สั่งยาเฉพาะโรคให้กับผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิธีรักษาในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้รับผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพ

แนวทางการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาใหม่อีกแนวทางหนึ่งนั่นคือ ระบบจ่ายร่วม (a patient co-pay system) ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอัตราผู้ป่วยโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นระบบการจ่ายร่วมใหม่นี้ จะช่วยให้เข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ และจะช่วยปรับสมดุลและลดภาระทางการเงินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผู้ป่วยยังสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาใหม่อีกด้วย

3. การส่งเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้

นายแพทย์วศิน กล่าวว่า แม้ว่าแพทย์จะตระหนักถึงแนวทางการรักษาใหม่ แต่อาจจะไม่มั่นใจเกี่ยวกับผลจากการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการรักษาเชิงป้องกัน ที่ไม่ได้รับการนำมาใช้ในการรักษา เพราะเป็นการยากที่จะประเมินว่า ผู้ป่วยจะไม่ประสบกับความเสี่ยงจากอุบัติการณ์จากโรคหัวใจที่ร้ายแรง เนื่องจากผลของการรักษาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้เห็นชัดเจนทันที

แพทย์ควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและผลประโยชน์ของการรักษาด้วยนวัตกรรมใหม่ และอีกประเด็นที่สำคัญ คือการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับความพร้อมของนวัตกรรมด้านสุขภาพใหม่ๆ ที่เมื่อใช้กับผู้ป่วยที่เหมาะสม สามารถได้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงการมีอายุที่ยืนขึ้น ลดการเข้าพบแพทย์ ลดการรักษาในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้เกิดความรู้และความเข้าใจให้กับกลุ่มแพทย์และสาธารณชน

4. การให้ความรู้กับผู้ป่วยในเรื่องความสำคัญในการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในเรื่องของการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยบางรายมีการหยุดการใช้ยา ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพของผู้ป่วยและการรักษาของแพทย์ การไม่รับประทานยาโรคหัวใจและหลอดเลือด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น

ศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาล องค์กรไม่แสวงหากำไร (NGOs) และสมาคมการแพทย์หลายแห่ง กำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยตระหนักในเรื่องของความสำคัญของการกินยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมั่นว่าความพยายามต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลช่วยลดอุบัติการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดลงในอนาคต

5. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยพัฒนาการเข้าถึงนวัตกรรม

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยพัฒนาการเข้าถึงนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ¹¹ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนระหว่างสถาบันการศึกษาผู้ประกอบการและอุตสาหกรรม ช่วยผลักดันให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรม และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนายาใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ นอกจากนี้ความร่วมมือของรัฐบาลในระดับภูมิภาคและระบบการดูแลสุขภาพยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดให้เป็นวาระสำคัญเพื่อกำหนดพัฒนานโยบาย อนุมัติวิธีการรักษาและเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้

แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership: PPP) นำเสนอโอกาสสำหรับการทำงานร่วมกัน โดยรัฐบาลได้ประกาศไว้ในเดือนธันวาคม 2560 ถึงลักษณะกิจการที่รัฐบาลส่งเสริมให้ภาคเอกชนสามารถร่วมลงทุนในกิจการของรัฐได้ และได้ลงสัตยาบันอนุญาตให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ PPP Strategic Plan & Project Pipeline ฉบับที่ 2 (2560-2563) ระบุว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ เป็นหนึ่งในลักษณะกิจการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน¹²

แพทย์หญิงปานียา สูตะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และความตั้งใจที่จะเพิ่มการเข้าถึงการรักษาพยาบาล เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น จะส่งเสริมให้เกิดระบบอิโคซิสเต็มสำหรับนวัตกรรมด้านสุขภาพ สำหรับผู้ป่วยสูงอายุได้อย่างสมบูรณ์ สามารถรองรับความต้องการจากจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย

ซึ่งรายงานฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในระดับประเทศ ส่งเสริมระบบการดูสุขภาพในรูปแบบการรักษาเชิงป้องกันสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว โดยไบเออร์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงผู้ดูแล ให้สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการส่งเสริมให้เกิดระบบการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน”

⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯

¹ HelpAge International, “Ageing Population in Thailand”, 2019. Accessible at: http://ageingasia.org/ageing- population-thailand/#keyfacts
² Department of Health, Ministry of Public Health Thailand. “Policies on Health of Older Adults in Thailand Presentation”, 2019. Accessible at: https://www.duke-nus.edu.sg/docs/librariesprovider3/education-docs/1)-policies- on-the-health-of-older-adults-(thailand)-by-dr-kitti-larpsombatsiri.pdf?sfvrsn=e28d57e9_4
³ ISEAS Yusof Ishak Institute, “Managing Thailand’s Ageing Population”. Accessible at: https://think-asia.org/bitstream/handle/11540/9989/ISEAS_Perspective_2019_32.pdf?sequence=1http://hdl.handle.net/11540/998 9
⁴ World Health Organization, Accessible at: https://www.who.int/ncds/un-task-force/press-release-30-august-2018/en/
⁵ P. Ethisan, R. Somrongthong, J. Ahmed, et al., “Factors Related to Physical Activity Among the Elderly Population in Rural Thailand,” Journal of Primary Care & Community Health, 31 October 2016. Accessible at: https://journals.sagepub.com/doi/full/10.1177/2150131916675899
⁶ World Health Organization “Noncommunicable Diseases (NCD) Country Profiles: Thailand”, 2018.
⁷ Ministry of Public Health, “Twenty-Year National Strategic Plan for Public Health: 2017-2036", 2018. Accessible at: http://164.115.27.97/digital/files/original/2ddc0ac1ececa4c666af70165c23e011.pdf
⁸ The Institute for Health Metrics and Evaluation (IHME), “Thailand”, 2017. Accessible at: http://www.healthdata.org/thailand
⁹ National Statistical Office, “Health Statistics - Number of In-patients (UC and CSMBS) According to 298 Causes of Diseases, All Diagnosis Per 100,000 Population by Sex: 2013 - 2017”, 2017. Accessible at: http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/en/05.aspxhttp://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/en/01.aspx
¹⁰ Eikelboom, J.W., Connolly S.J., Bosch J., et al., N Engl J Med 2017; 377:1319-1330. Accessible at: https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIRCULATIONAHA.119.039609
¹¹ Brink News, “Public + Private = Better Health Care in Southeast Asia”, 13 October 2017. Accessible at: https://www.brinknews.com/public-private-better-health-care-in-southeast-asia/?utm_source=BRINK+Asia
¹² PriceWaterhouseCoopers, “Infrastructure Developments and Public Private Partnerships in Thailand: A 2018 Update”, 2018. Accessible at: https://www.pwc.com/th/en/deals/assets/public-private-partnerships-in-thailand- 2018.pdf

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Healthy HeartsHealthy Agingไบเออร์ไทยหัวใจสุขภาพดี สูงวัยอย่างแข็งแรงโรคหัวใจนวัตกรรมสุขภาพข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed