จับของเดิมของดีไทย มาแต่งตัวใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่ม บุกเจาะตลาดชาวต่างชาติ ตามศูนย์การค้าใหญ่ทั่วประเทศ ผ่าความคิดและความสำเร็จที่ไม่เหมือนใคร โดยผู้บริหารหนุ่ม (เบียร์) กฤตภาส ตะวงษา ผู้ขับเคลื่อนพาเหล่าพ่อค้า-แม่ค้า SMEs ติดลมบนไปพร้อมกับงานเขา ในนามบริษัท ๙มหัศจรรย์ จำกัด

ไอเดียของเขา คือ การรวบรวมร้านสตรีทฟู้ดไทยที่มีอยู่แล้วจับมาแต่งตัวใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของเหล่า พ่อค้า-แม่ค้า ผู้ประกอบการ SMEs เชื่อว่าหลายๆ คนทั้งชาวไทย และโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาที่กรุงเทพฯ ตลอด 2-3 ปีนี้ คงต้องเคยผ่าน มาช้อป กิน ดื่ม ถ่ายรูป Check-in ที่งานงานของเขาแน่นอน เพราะงานอีเวนต์ตลาดสตรีทฟู้ดของเขา จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองตลอดทั้งปี อาทิเช่น หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์, MBK Center, เดอะแพลทินั่มแฟชั่นมอลล์, เอเชียทีค ฯลฯ (หลังจากที่ไทยรัฐ ได้ร่วมพูดคุยกับเขา วิธีคิดที่ชัดเจน สนุก สมกับเป็นคนรุ่นใหม่ที่กล้าลงมือทำในสิ่งที่เค้าคิดให้เป็นจริงได้)

หันมาจับ ธุรกิจอีเวนต์ ตลาดสตรีทฟู้ด ได้อย่างไรคะ

คุณกฤตภาส : ก่อนหน้านี้ผมก็ทำธุรกิจมาหลายอย่าง และเราก็ชอบด้วย มีอะไรก็ทำหมด ลองผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร เรื่องนี้โชคดีที่ครอบครัวเพาะบ่มความเป็นเจ้าของธุรกิจมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ในธุรกิจอีเวนต์นี้ เริ่มต้นในปี 2559 เราเป็นบริษัทจัดงานอีเวนต์ก็จริง แต่เราเน้นไปที่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกับศูนย์การค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่นั้นๆ คือ แนวคิดหลัก โดยเมื่อ 3-4 ปีก่อน อีเวนต์ตลาดพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ (Instagram) ทั้งในและนอกห้าง บูมมาก จัด 300-400 บูธ พ่อค้าแม่ค้าก็ยังแย่งกันลง ทำให้ผู้จัดหันมาจัดธุรกิจนี้กันมาก การแข่งขันสูง เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่สิ่งที่มองเห็นคือ เหมือนพาพ่อค้าแม่ค้ามาเสี่ยงดวง เพราะความไม่แน่นอน ของยอดขาย ด้วยปัจจัยคนซื้อเป็นขาจร บางทีจากขายดีพอเปลี่ยนทำเลก็ขายไม่ได้เลย เราเป็นผู้จัดเองก็รู้สึกไม่สนุก ขายบูธก็ยากขึ้น บางผู้จัดล้มงาน เป็นเรื่องฟ้องร้องกับพ่อค้าแม่ค้าก็มีให้เห็นบ่อย ในตอนนั้นผมคิดว่าต่อไปอีก 3-4 ปี ก็คงไม่บูมแล้วแน่ๆ คงไปต่อยากแล้วธุรกิจทางนี้

..แต่ก็หันไปเห็นบางอย่างในงาน ตอนนั้นเราจัดงานกับห้างที่มีชาวต่างชาติเยอะ เราสังเกตว่ากลุ่มร้านค้าสตรีทฟู้ด เช่น ร้านผัดไทย กุ้งเผา ข้าวเหนียวมะม่วง ทุเรียน ผลไม้ไทยๆ ขายดีมาก สินค้าที่เราเห็นจนชินตา แต่สำหรับชาวต่างชาติ เขาว้าวมาก ยังไงก็อยากลองซื้อลองทาน และร้านค้าก็ตั้งขายได้ราคาดีมากอีกด้วย เมืองไทยยังไงก็อยู่คู่กับการท่องเที่ยว มันปิ๊งทันทีเลย! อาหารไทยมันมีดีและอร่อยหลายอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือถ้าอยากกินของดีและอร่อย คุณต้องใช้ความพยายามในการดั้นด้นไปกิน ถ้างั้น...ก็จับเอามารวมอยู่ที่เดียวกัน ในใจกลางกรุงเทพฯ นี่แหละ!

แต่การที่พ่อค้า-แม่ค้าจะให้เค้าไปเช่ากับห้างใหญ่ๆ เองก็เป็นไปได้ยาก บางเจ้าก็เป็นร้านในตลาดเล็กๆ แต่ของเค้าเด็ดจริง อร่อยจริง และทุกคนก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ว่าจะขายผัดไทยจานละ 40-50 บาท อยู่ใจกลางเมือง ขนาดอยู่ในฟู้ดคอร์ทยังขาย 80-120 เลยครับ ผมก็เห็นพื้นที่ในหลายๆ ที่ที่มันมีศักยภาพ เจ้าของพื้นที่เองเค้าอาจจะนึกไม่ถึง แต่ผมคิด-แล้วผมก็ทำ มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจอีเวนต์ ตลาดสตรีทฟู้ดไทย

ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้จัดงานอีเวนต์แนวนี้อยู่ก่อนแล้วหรือคะ..?

คุณกฤตภาส : มีครับ ส่วนมากจะเป็นงาน อย่างเช่น งานตลาดน้ำ งาน Otop ของดีไทยแนวๆ นี้มาโดยตลอด โดยจัดตามห้างต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย ซึ่งผมจะไม่ทำในแนวทางนั้น ซึ่งโดยส่วยตัวผมมองว่ามันน่าเบื่อ ทั้งๆ ที่ของเราดีแต่ทำไมเราต้องไปทำให้มันน่าเบื่อด้วย ทีนี้ก็ต้องมามองว่าจะมีสักกี่พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่มันจะตอบโจทย์ ในสิ่งที่ผมอยากทำ แล้วทำยังไงให้มันดูน่าตื่นเต้น สนุก น่าสนใจ

ดูเหมือนคุณไม่กลัวอะไรเลย มันทำง่ายแบบนั้นเลยเหรอคะ..?

คุณกฤตภาส : ตรงกันข้ามเลยครับ มันไม่ง่ายเลย ผมว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ความยากหรือง่าย มันอยู่ที่จะทำ-ไม่ทำ ก็แค่นั้นเอง แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าธุรกิจมันต้องอยู่รอด และผมก็ต้องยอมรับว่า ผมไม่สามารถทำธุรกิจในแนวทางนี้กับตลาดคนไทยได้ เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนพื้นที่ที่เราแบกรับ ซึ่งมันคือ ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น! ฉะนั้น มันคือโจทย์ที่ทำยังไงให้งานให้มันออกมาเจ๋ง และน่าสนใจจริงๆ ร้านค้าที่มาขายในงานเราต้องคัด จะมาขายในงานคุณต้องเจ๋งจริง แต่ไม่ใช่ไปฟันนักท่องเที่ยวแบบหัวแบะ เราเองต้องหมั่นเช็กควบคุมคุณภาพ ราคาให้สมเหตุสมผล ทั้งเรื่องภาชนะ ความสะอาด การจัดวาง ของมันดีแต่จัดร้านโชว์สินค้าแบบไม่ได้เรื่อง มันก็ขายไม่ได้นะ บอกเค้าแบบนี้แหละครับตรงๆ เลย

แล้วร้านค้าเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินค่าเช่าให้คุณ เขาจะยอมเปลี่ยนเหรอคะ..?

คุณกฤตภาส : ถ้าเขาไม่ทำก็คงเรียกว่าจับมาแต่งตัวใหม่ไม่ได้ใช่ไหมครับ..? เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เขาต้องทำต้องเปลี่ยน แรกๆ หลายร้านค้าอาจจะไม่ค่อยพอใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็รู้ว่ามันดีกับเขาจริงๆ เพราะทำให้เขาขายดีขึ้น ขายราคาที่สูงขึ้น หลายๆร้านค้า ขายกับเรากันจนตั้งตัวได้เลย ลงขายงานเราตลอดทุกงานไปไหนไปด้วย สุดท้ายมาขอบคุณเราด้วยซ้ำ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเองภูมิใจมากกว่าเรื่องกำไรหรือขาดทุนจากการจัดงานซะอีก

แล้วอะไรที่ทำให้คุณมั่นใจล่ะ ว่ารูปแบบธุรกิจที่คุณทำอยู่มันจะความสำเร็จ

คุณกฤตภาส : ผมว่ามั่นใจว่าผมคิดถูกนะ และมีโชคด้วย เพราะนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเมืองไทย เป็นอันดับต้นๆ ของโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกงานของเรา ติดลมบน ร้านค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยอดขายดี ทำให้เราเองก็ทำงานได้ตามเป้า แต่มันก็ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าความสำเร็จในแง่ที่เราคิดคืออะไร..? วันนี้ถ้าในแง่ผมกับผู้เช่าจะบอกเลยว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว ที่ผู้เช่าหลายๆ คนที่ร่วมงานกับผมมาตลอดแบบไปไหนไปด้วย สามารถตั้งตัวได้ หรือแม้กระทั่งไปเปิดร้านในห้างเองก็มี

แต่ถ้าให้ผมคิดในแง่ผมนะ ผมยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ผมคิดอยากจะเป็น แต่ละงานผมลงทุนสูงมากให้งานออกมาเจ๋งที่สุด ใส่ไม่ยั้ง (ปกติงานอีเวนต์แบบนี้ก็จะใช้แค่การตั้งเต็นท์ขาย) ยกตัวอย่างเราเคยทำธีมอยุธยา เราสร้างบ้านทรงไทย ทำป้อมปราการ จำลองเมืองมาเลย ทำเรือโจรสลัด, สถานีรถไฟ ทำขนาดเท่าจริง ฯลฯ แต่อย่าลืมว่างานแค่ 7-15 วัน ที่ทำไปจบงานก็ต้องรื้อโครงสร้างทิ้งหมดนะ!

เราหารูปแบบใหม่ๆ เสมอ เราริเริ่มมัน และตั้งเป้าไว้ว่าเราจะทำอะไร ถึงแม้กำไร-ขาดทุนจากการจัดงานยังคงไม่เข้าเป้าตลอด แต่…มันคือสิ่งที่ผมอยากจะทำ และผมก็ทำได้สำเร็จ แต่กำไรจากผลประกอบการมันคนละเรื่องกัน ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งนึงที่ผมได้เรียนรู้ว่า ความบ้ากับการทำกำไรมันไม่ค่อยเข้ากันนะ ผมมีความบ้าของผมที่ทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จโดยผมเองก็ต้องมีกำไรด้วย

และนั่นคือโจทย์ของผม เอาง่ายๆ นะครับ ผมจะทำยังไงให้คนที่เดินตามหลังผม แล้วเขามั่นใจว่าเขาไม่ตายแน่นอน

จุดแข็งของบริษัทคืออะไร..?

คุณกฤตภาส : 1. ในการจัดงานสายสตรีทฟู้ด ผมไม่เชื่อว่าใครจะทำได้ดีเท่าผม เพราะผมบ้าได้มากกว่า กล้าวัดมากกว่า กล้าลงทุนมากกว่า ถ้าเป็นคุณ รู้ว่าไม่คุ้มหรือขาดทุนคุณยังจะทำต่อไหม ผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะตอบอย่างไร..? แต่ยังไงผมก็ทำ ลงทุนไปแล้วถอยไม่ได้ และมั่นใจด้วยว่างานต้องสำเร็จ มันต้องเกิดให้ได้ ผมไปจัดงานที่ไหนงานผมไม่เคยดับ ทุกพื้นที่ที่ผมเข้าไปทำ ผมทำได้ดีกว่า ที่เขาคิดไว้เสมอ บางครั้งเจ้าของพื้นที่เองก็คิดไม่ถึงว่ามันจะดีได้ขนาดนี้ คุณจะคาดเดาไม่ได้เลยว่าผมทำอะไรกับมัน แต่เป็นสิ่งที่ผมกล้าวัด ซึ่งมันคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ที่ไหนที่ผมไปปักธงแล้ว ผมต้องทำให้มันเกิด! มันคือภารกิจที่ผมต้องการจะทำ

2. ไอเดีย รูปแบบงาน โครงสร้าง จำนวนทีมงานที่พร้อม ทำให้งานไหลลื่นและต้องออกมาดีที่สุดเสมอ คือสิ่งที่ผมจะไม่ยอมลดคุณภาพลงเลย เหมือนหนังที่ CG ไม่เนียน ทำยังไงมันก็ดูขัดตา ลงทุนก็ไม่ได้น้อยอยู่ดี ถ้าจะทำต้องทำให้สุดให้น่าจดจำ หรืออย่างน้อยต้องน่าสนใจจริงๆ พ่อค้า-แม่ค้าถามประจำทำขนาดนี้เหลือกำไรบ้างไหม จนมันกลายเป็นสโลแกนติดตัวผมไปเลย เจ้าของพื้นที่เองก็ชอบ ถามว่าทำเพื่อความสะใจ! หรือ หากำไรกันแน่!! แต่เรากล้าทำ เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ อะไรที่เราคุยไว้กับเจ้าของพื้นที่ ว่าจะทำเวลาขายงาน เราทำหมด เรารักษาคำพูด ถ้าทำไปแล้ว ขายบูธไม่ได้ ขาดทุน รายได้เราไม่พอ แต่เราก็จะยังทำ! เราไม่เคยทิ้งงาน ล้มงาน แม้แต่ครั้งเดียวตลอด

3 ปีที่ผ่านมา เหตุผลเดียวที่เราจะผิดคำพูด คือ ทำมันได้ดีมากกว่าที่เราพูดไว้ เราเลยขอเปลี่ยน

จริงๆ แล้วเจ้าของพื้นที่ หรือศูนย์การค้า ก็ได้ค่าเช่าจากคุณอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ..? ยิ่งราคาค่าเช่าพื้นที่ระดับใจกลางเมืองคงไม่น้อยแน่ๆ ทำไมต้องทำขนาดนั้น หรือเป็นเพราะต้องทำให้เว่อร์ไว้ก่อนเค้าถึงจะยอมขายพื้นที่ให้กับคุณเอามาทำงานอีเวนต์ในลักษณะนี้

คุณกฤตภาส : ใช่ครับ ราคาค่าเช่าสูงจริง หมายถึง เรื่องราคานะ ไม่ใช่ศักยภาพของพื้นที่นั้น ถ้ามี-เท่าไหร่ผมก็จ่าย หลายพื้นที่เป็นพื้นที่เปล่าๆ ไม่เคยทำอะไรด้วยซ้ำ คนที่มีพื้นที่เค้าก็ไม่รู้ว่าพื้นที่ที่เค้ามีมันเจ๋งยังไง หรือบางทีเขาอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่เค้ารวยเกินกว่าที่เขาจะลงมาทำ แต่อย่างที่บอก ผมเป็นพวกบ้าพลัง มันมีที่ว่างอยู่ มันต้องทำอะไรได้สิ ในภาษาคนที่คิดน้อยๆ อย่างผม แต่ในมุมมองของคนอื่นมันอาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเพราะมันคือสิ่งที่ผมอยากทำ และยิ่งผมทำผมยิ่งรุ้สึกว่า ผมทำอะไรได้มากกว่านี้ ถ้าผมเป็นเจ้าของพื้นที่เป็นเจ้าของห้าง ก็คงไม่อยากให้มีงานห่วยๆมาจัด ในพื้นที่ของผมหรอกใช่ไหมครับ แต่ถ้ามีคนที่มาทำให้พื้นที่ของผมมีมูลค่ายิ่งขึ้น เป็นผมเองก็คงชอบเหมือนกัน ใจเขาใจเรา

คุณคิดว่ามันมีโอกาสทำอะไรได้มากกว่านี้.. แล้วเป้าหมายที่ว่าต่อไปคืออะไร..??

คุณกฤตภาส : ถ้ามัวแต่รอโอกาส มันก็คงไม่ใช่สำหรับคนที่คิดจะริเริ่มอะไรสักอย่างใช่ไหมครับ..? คงต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมต้องคิดต่อ ยกตัวอย่างเฉลี่ยต้นทุนต่องาน 3-6 ล้านบาท ส่วนมากจะเป็นค่าเช่าพื้นที่และลงทุน ในรูปแบบงาน ซึ่งเราลงทุนค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด โดยไม่เคยมีสปอนเซอร์เลย โดยปีๆ นึงเฉลี่ยเราทำงาน 10 -15 งานต่อปี เรายังมีงานในปี 2562 ในมือที่ต้องลุยต่อกันอีก 6-8 งาน เป็นพื้นที่ที่เราถนัดใจกลางเมืองทั้งสิ้น ซึ่งในตอนนี้การจัดงาน อีเวนต์สตรีทฟู้ด จะยังเป็นงานหลักที่คนยอมรับ และจดจำได้

ส่วนเป้าหมายในปีหน้า 2563 ผมมีทีมงานที่ดี นอกจากจะลองหันไปรับงานจ้างของภาครัฐหรือเอกชนเพิ่มมากขึ้น แต่จะเน้นไปที่เรื่องของ การหาพาร์ทเนอร์ หรือ สปอนเซอร์ มาร่วมทำอะไรสนุกๆ และมา join กัน มีคนที่เป็นเพื่อนเรา เห็นพ้องในสิ่งที่เราอยากจะทำร่วมกัน ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดี เอาง่ายๆ ตรงๆ เลยนะครับ เจ้าของพื้นที่แฮปปี้ได้เงิน และ สปอนเซอร์ หรือ พาร์ทเนอร์ได้อะไรกลับไป แบบคุ้มค่าเงินหรือแรงที่เขาลงมา ผมเองก็เพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่างานของผมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ยกตัวอย่างนะครับ อีเวนต์สตรีทฟู้ด สปอนเซอร์และสินค้าที่จะมาสนับสนุนแน่นอนว่าเป็นกลุ่มของอาหาร ที่จะเข้ามา join ปกติคุณก็ต้องจ่ายค่าสื่อ ค่าโฆษณา ค่าการตลาด ตามแผนงานของบริษัทนั้นๆ ทุกปีอยู่แล้วใช่ไหมครับ..? จะด้วยตัวเลขเท่าไหร่ก็ตามแต่ แต่ถ้าผมบอกว่า ผมมีงานแบบนี้มีบูธ 100-200 บูธ งานตั้งอยู่ใจกลางเมือง การันตีคนมากินช้อปที่งาน เห็นงานหลักหมื่นคนต่องาน คนจะได้เห็นโฆษณาสินค้าคุณใจกลางเมือง 30 วัน คุณว่าถ้าคุณไปเช่าป้ายโฆษณาต้องจ่ายเท่าไหร่..? พ่อค้า-แม่ค้าทั้งหมดในงานก็อาจจะหันมาใช้น้ำมันพืช น้ำปลา ข้าว ยี่ห้อ ของบริษัทคุณแทน จากของเดิมที่เค้าใช้อยู่ก็ได้ ผมอาจะทำให้คุณจ่ายน้อยกว่าแล้วได้อะไรกลับไปคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมากกว่าก็ได้ ตามโจทย์ที่เราตั้งร่วมกัน หรือบางงานทำให้เป็น talk of the town ไปเลย ก็คงสนุกไม่น้อย แต่ทุกอย่างที่ว่ามา ที่อยากทำต้องใช้เงินทั้งสิ้น

ส่วนตัวเรื่องที่อยากทำนี้จะทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จผมไม่รู้ แต่ผมลุยต่อแน่นอน ก็มักจะโดนถามตลอดแหละครับว่า “ถ้าล้มเหลวล่ะ?” แต่ผมจะถามกลับว่า “ถ้าสำเร็จล่ะ?” เมื่อตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนโดนใจแล้ว ก็แค่ลงมือทำให้เต็มที่ โดยไม่กลับมาตั้งคำถามอีก ให้เสียเวลาแม้แต่นิดเดียว เอาเวลาไปหาคำตอบกันดีกว่านะผมว่า

ข้อมูลติดต่อ บริษัท ๙มหัศจรรย์ จำกัด โทร. 092-504-8899 Email: 9mahadsajan@gmail.com