คนไทยใครว่าธรรมดา ไปนั่งฟังแนวคิดเด็กนักเรียนและชุมชน ที่ขึ้นพูดโชว์วิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว นึกถึงตัวเองตอนเป็นนักเรียน ยังกระโดดยางอยู่เลยจ้า ขณะที่เด็กสมัยนี้เค้าไปไกลกันมาก รู้จักวิธีจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ที่ล่าสุดเมื่อแข่งขันชนะระดับประเทศแล้ว ยังมีโอกาสไปดูงานทัศนศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมถึงประเทศญี่ปุ่น งานนี้ได้องค์ความรู้ต่อยอดความคิดไปกันอีก
โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พาคณะครู เยาวชน และตัวแทนชุมชน ที่ชนะเลิศการประกวดโครงงาน ในการลดภาวะโลกร้อน ภายใต้กิจกรรม "โตโยต้าลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา" ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ไปทัศนศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 9-15 พฤษภาคม 2562
จากพันธสัญญาความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้าทั่วโลก ในการลดผลกระทบเชิงลบ และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อ "พันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า พ.ศ.2593" บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงได้มุ่งมั่นในการดำเนินงานในทุกกระบวนการทางธุรกิจแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ "โตโยต้า เมืองสีเขียว…เพื่อธรรมชาติ เพื่อทุกชีวิต" โดยมีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นเมืองสีเขียว เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของชุมชนเมือง
...
กิจกรรม "โตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา" เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการโตโยต้าเมืองสีเขียว ซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาด้านภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน พร้อมทั้งหาแนวทางแก้ไขและเปิดโอกาสให้โรงเรียน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั่วประเทศ จัดทำแผนงานส่งเข้าประกวดเพื่อรณรงค์การลดภาวะโลกร้อนภายในชุมชนของตนภายใต้แนวทางกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว, การจัดการขยะอย่างครบวงจรและเหมาะสม, การประหยัดพลังงานไฟฟ้าและใช้พลังงานทดแทน, การเดินทางอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์น้ำ
ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม สำหรับปีนี้ ปีที่ 14 มีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดถึง 80 โครงการ แบ่งเป็นประเภทโรงเรียน 40 โครงการ และประเภทชุมชน 40 โครงการ โดยได้ทำการคัดเลือกจนได้ผู้ชนะ ในประเภทโรงเรียน และประเภทชุมชน รวมทั้งสิ้น 6 โครงการ รายละเอียดดังนี้
...
ผู้ชนะเลิศประเภทโรงเรียน : จำนวน 3 ทีม
รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดตโปทาราม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
จากการดำเนินกิจกรรม "Eco ตโปทาราม ตามศาสตร์พระราชา ลดภาวะโลกร้อน" โดดเด่นด้านการบูรณาการเรื่องการจัดการขยะและลดภาวะโลกร้อนไปสู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมโยงการเสริมทักษะเรื่องอาชีพและหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา
รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านน้ำมิน อ.เชียงคำ จ.พะเยา
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการน้ำมินร่วมใจลดเมืองร้อนด้วยมือเรา” โดดเด่นด้านการจัดการขยะอย่างครบวงจรโดยการพึ่งพาตนเอง บูรณาการสู่การเรียนการสอน เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า และน้ำ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการบริหารจัดการขยะควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนสู่ห้องเรียนธรรมชาติบ้าน วัด โรงเรียน” โดดเด่นด้านการบริหารจัดการขยะควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน บูรณาการสู่หลักสูตรท้องถิ่นวิถีคนพื้นเมืองอีสาน
...
...
ผู้ชนะเลิศประเภทชุมชน : จำนวน 3 ทีม
รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ชุมชนบ้านสันป่าบง เทศบาลตำบลหงาว อ.เทิง จ.เชียงราย จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการรักษ์ป่า รักษ์พลังงาน และบริหารจัดการขยะ ที่ชุมชนบ้านสันป่าบง” โดดเด่นด้านการจัดการพื้นที่สีเขียวเชื่อมโยงกับการจัดการขยะและพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้งและปากท้องของชุมชน ต่อยอดองค์ความรู้สู่ฐานเรียนรู้และเส้นทางศึกษาธรรมชาติในชุมชน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ชุมชนบ้านรางพลับ เทศบาลตำบลกรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการนวัตวิถีรางพลับ...สู่การลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน” โดดเด่นด้านการจัดการขยะที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนสู่การเป็นชุมชนปลอดขยะอย่างยั่งยืน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ชุมชนบ้านศรีจอมแจ้ง เทศบาลตำบลหงส์หิน อ.จุน จ.พะเยา
จากการดำเนินกิจกรรม “โครงการศรีจอมแจ้ง ต้นแบบชุมชนสีเขียว ร่วมลดเมืองร้อน” โดดเด่นด้านการรักษาป่า ดิน และน้ำ เชื่อมโยงให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของคนในชุมชน
ทั้งนี้ในระหว่างทัศนศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศญี่ปุ่น ณ สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้า ชิราคาวาโก การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในเมือง ที่ชุมชนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมโตโยต้า รวมถึงการนำพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ ณ Yokohama City Wind Power Plant เป็นต้นนั้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับนักเรียนจากโรงเรียนศรีธาตุพิทยาคม อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ถึง "โครงการบริหารจัดการขยะควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนสู่ห้องเรียนธรรมชาติบ้าน วัด โรงเรียน" ที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการขยะ ควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน สู่หลักสูตรท้องถิ่นวิถีคนพื้นเมืองอีสาน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเด็กๆ เก่งมากจริงๆ ทุกคนเริ่มเปิดเผยให้ฟังว่า...
"แต่ละคนมาจากคนละชั้นเรียน ทั้งนี้เพื่อให้โครงการที่ทำอยู่นั้นยั่งยืน จึงเปิดโอกาสให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยหากรุ่นพี่เรียนจบ ก็ยังมีตัวแทนรุ่นน้อง ได้สานต่อโครงการนี้ โดยเริ่มต้นที่การศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน บ้าน ชุมชน และวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาไม่แตกต่างกัน แต่เราเน้นจัดการใน 3 ด้าน คือ
1.ขยะ
เด็กนักเรียนได้นำวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีมาจัดการขยะ ได้แก่การลดขยะต้นทาง ใช้กระติบแทนกล่อง ใช้ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในการเพาะกล้าไม้ ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารและใบไม้ ห่อปกหนังสือดเวยผ้าพื้นบ้าน ทำระบบ QR Code แทนการเขียนคำร้อง และห้องเรียนไร้กระดาษ
2.พลังงาน
เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพ อย่างการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอด LED ลดการใช้ไฟฟ้าภายในโรงเรียน ถนอมอาหารแบบพื้นเมืองอีสาน หรือการปลูกผักสวนครัวเพื่อประกอบอาหารภายในโรงเรียน
3.พื้นที่สีเขียว
ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ จึงได้มีการส่งเสริมการอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร่วมกับวัดและชุมชน เช่น การที่ไปเก็บข้อมูล สำรวจ และขึ้นทะเบียน ของต้นไม้และสมุนไพร เพื่อทำเป็นระบบ QR Code ทำให้ได้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น จาก 114 ชนิดเป็น 210 ชนิด นำพื้นที่ว่างเปล่าของบึงคำศรีปลูกต้นไม้ เพิ่มแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศของสัตว์น้ำท้องถิ่น ที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของชุมชน
สำหรับผลการดำเนินการก็สุดเจ๋ง เด็กๆ สามารถจัดการขยะ จัดการพลังงาน และพื้นที่สีเขียว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 153,066 kgCO2e"
ส่วนชุมชนบ้านศรีจอมแจ้ง เทศบาลตำบลหงส์หิน อ.จุน จ.พะเยา ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสองจากการดำเนินกิจกรรม "โครงการศรีจอมแจ้ง ต้นแบบชุมชนสีเขียว ร่วมลดเมืองร้อน" ที่โดดเด่นด้านการรักษาป่า ดิน และน้ำ เชื่อมโยงให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของคนในชุมชน บอกเล่าให้เราฟังว่า หลังจากที่ชุมชนประสบปัญหาเรื่องการตัดต้นไม้เพื่อทำสวนผลไม้ ปัญหาหมอกควัน และขาดน้ำ จึงได้หันมาบริหารจัดการ 3 ด้าน คือ
1.พื้นที่สีเขียว
ช่วยกันดูแลรักาาและใช้ประโยชน์ผืนป่า เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล้งไม้ใช้สอยของชุมชน โดยได้ปลูกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น สร้างฝายชะลอน้ำ งดใช้สารเคมี ทำให้มีแหล่งน้ำใช้สอย ที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมีได้
2.พลังงานและพลังงานทางเลือก
ประหยัดพลังงานและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน รณรงค์ลดใช้ไฟฟ้า เปลี่ยนจากเดินทางในชุมชน จากรถยนต์ จักรยานยนต์ มาเป็นเดินเท้าหรือจักรยาน ลดใช้น้ำประปา ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น เปลี่ยนเตาแก๊สมาเป็นเตาเศรษฐกิจ
3.ขยะ
ใช้หลัก 3Rs คือ ลดการใช้ ใช้ซ้ำ และการนำไปผลิตใหม่ ใช้ถุงผ้าหรือตระกร้า คัดแยกขยะเปียกขยะอินทรีย์ รีไซเคิล ทั่วไป และขยะอันตราย
สำหรับผลการดำเนินการของชุมชนบ้านศรีจอมแจ้ง ก็ถือว่าไม่แพ้ทีมไหน โดยทุกกิจกรรมสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 960,321 kgCO2e"
งานนี้ต้องปรบมือให้กับทุกทีม นี่คือจุดเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย เราเชื่อว่าหากทุกโรงเรียน ทุกชุมชน ทุกจังหวัด ได้ทำกิจกรรมแบบนี้ เราเชื่อว่า...อีกไม่เกิน 10 ปี ประเทศไทยจะไร้ขยะบนท้องถนนอย่างแน่นอน แถมจะยังน่าอยู่เหมือนประเทศญี่ปุ่น ที่พวกเราคนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก เริ่มสิคะ...รออะไร??