อาทิตย์ก่อนได้ไปเสวนาที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมาค่ะ คุยกันถึงความเป็นจริงในชีวิต “เร่งตาย VS เลือกตาย" บางคนพูดกันเรื่องนี้ไม่ได้เลยนะคะ ถือว่าไม่เป็นมงคลต่อชีวิต โดยส่วนตัวไม่ถือสาเลย การคิดถึงวันสุดท้ายไว้ทุกลมหายใจ เราจะใช้เวลาที่ผ่านไปแต่ละวันได้คุ้มค่าที่สุด

ความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับค่ะ ตอนแข็งแรงดี เหมือนชีวิตเป็นของเรา ตอนที่ลมหายใจค่อยๆ แผ่วเบา เราจะมีครอบครัวที่เรารักช่วยตัดสินใจ พยายามยื้อชีวิตไว้ด้วยอุปกรณ์ที่แสนจะทรมานร่างกาย เพียงเพื่อให้มีลมหายใจแม้จะเจ็บแค่ไหน เคยได้ยินบางคนพูดว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน ขอแค่มีลมหายใจก็พอ” เข้าใจค่ะว่าถ้าเป็นคนที่เรารัก แค่ยื้อให้เขาหายใจต่ออีกแค่ 1 นาทียังดีต่อใจเราเลย แต่กับตัวเขา เราได้ถามไหมว่า เขาอยากให้เป็นยังไง? คนทุกคนมีสิทธิ์ เลือกความสุขสุดท้ายในชีวิต “ไม่ได้เร่งให้จากไป แต่ก็ไม่ยื้อไว้ให้ทรมาน และยังคงรักษาตามอาการไม่ได้ทอดทิ้ง” ด้วยการรักษาแบบประคับประคอง ถ้าจะให้ดี เราควรเขียน living will ไว้ตั้งแต่วันนี้ ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า เดินทางไปถึงช่วงเวลาสุดท้าย เราอยากให้รักษาไปถึงขั้นไหน เข้าใจว่า นี่คือเรื่องธรรมดา เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ช่วงเวลาย้ายจากความเจ็บ ไปสู่ความตาย หลายครั้งผู้ป่วยทรมาน ลูกหลานล้มละลาย ตอนอยู่เราก็อยากอยู่อย่างดี ตอนตายก็อยากตายดีๆ ต้องเจาะคอ ใส่ท่อ สารพัดสายยาง ก็ทรมานไป ไม่ได้เร่งความตาย แต่เลือกที่จะไม่ทรมานก่อนจากไป ลมหายใจจะสั้นยาวไม่สำคัญเท่า ก่อนหมดลมหายใจ เรามีความสุขมากแค่ไหนเท่านั้นเอง

“ความรัก” กับ “ชีวิต” เหมือนกันตรงนี้ พรุ่งนี้ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ได้แต่วางแผนคร่าวๆ ทำทุกวันให้ดีที่สุด และมีความสุขเท่าที่เป็นไปได้ก่อนวันหมดรัก เวลานั่งฟังปัญหาความรักของใครๆ ชีวิตบางคนก็น่าถอนหายใจ เราใช้ชีวิตเสี่ยงเกินไปไหม

...

“คือพี่อ้อยคะ ตอนนี้หนูคบกับคนหนึ่งอยู่ เราคบกันมาประมาณ 5 เดือน ตอนนี้หนูท้องได้เกือบ 3 เดือนแล้ว ตั้งแต่ 2 เดือนแรกที่คบกันเขามีคนอื่น นอกใจมาตลอด แต่พอหนูถามว่ามีคนอื่นหรือ เขาบอกแค่คนคุยๆ ไม่ได้ไปมีอะไรกันสักหน่อย เวลาเขาเมาก็หาเรื่องตบตีหนู หนักสุดคือบีบคอจนหนูเกือบขาดใจ ทั้งๆ ที่ทะเลาะทุกครั้งไม่รู้ว่าหนูผิดอะไร จนตอนที่รู้ว่าท้อง เขาก็หยุดไปสักพัก แต่เมื่ออาทิตย์ก่อน ก็ทำเหมือนเดิมคือ บีบคอหนู ตบหนูจนปากแตก หนูไม่รู้จะต้องทำยังไง ไม่กล้าที่จะปรึกษาครอบครัว ใจหนึ่งอยากให้ลูกมีพ่อ แต่อีกใจ ก็อยากกลับไปอยู่บ้านตัวเอง และไม่ให้เขารับรู้อะไรเกี่ยวกับหนูและลูกอีกค่ะพี่”

ถ้าเขาพลั้งมือ คือหนูก็ตายไปพร้อมกับลูกเลยนะ ถึงวันนั้น เขาคงไม่เสียใจเท่าไหร่ ตอนอยู่ยังไม่เห็นดูแล ทำแย่ๆ ใส่ ไม่แคร์ลมหายใจของหนูสักนิด คิดดีๆ ค่ะ ชีวิตเรา ยังทนไหว แล้วชีวิตลูกจะเอายังไง แม่จะปกป้องเขาได้ไหม ถ้ายังเดินหน้าต่อไปอยู่ใกล้ๆ ผู้ชายคนนี้ น้องใช้เวลาสั้นไปในความสัมพันธ์ เริ่มรักง่าย รู้จักกันไม่เท่าไหร่ ท้องแล้ว คบแฟน 5 เดือน ท้องได้ 3 เดือน แปลว่า 2 เดือนแรก น้องก็ปล่อยให้เขาล่วงเกินร่างกาย และไม่ป้องกัน ชีวิตหลังจากนั้น ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย น้องยังไม่รู้จักเขามากเท่าไหร่ ก็ไปใช้ชีวิตคู่กับเขาแล้วในฐานะสามีภรรยา ยังไม่ได้รักกันมากพอ ให้เขาเป็นพ่อซะแล้ว ความรับผิดชอบตัวเองมีมากแค่ไหน ตอนนี้กลายเป็นต้องรับผิดชอบอีก 1 ชีวิตบริสุทธิ์ ที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ความมักง่าย สร้างปัญหาใหญ่ให้แก้ไม่รู้จบ ... รักไปตบไป หัวใจพ่อแม่น้องจะรู้สึกแย่แค่ไหน ที่ปกป้องลูกสาวตัวเองไม่ได้เลย

ในเมื่อย้อนเวลากลับไปแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ต้องเดินหน้าต่อไปอย่างมีสติ อยากให้ลูกมีพ่อ ก็ต้องเป็นพ่อที่ดี ไม่ใช่พ่อที่ตบตีแม่แบบไม่แคร์ว่าลูกในท้องจะมีผลกระทบไหม ได้แต่หวังใจว่า ขอให้ลูกของน้องแข็งแรง อยู่ในท้องแม่ที่เป็นกระสอบทราย เจอความบาดเจ็บทั้งกายใจขนาดนี้ จะมีผลดีต่อลูกตรงไหน น้องอาจไม่สนใจตัวเองไม่เป็นไร แต่ไม่สนใจลูกไม่ได้ค่ะ หรืออาจต้องกลับไปหาครอบครัวที่รักเรา ไปสู่อ้อมกอดที่ทำให้เรารอด กอด ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้พลังงานล้นเหลือ ดีกว่าเสี่ยงถูกตบตีทำร้ายร่างกายทุกวัน จากคนที่รักเราน้อยเหลือเกิน รู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครไม่ตาย แต่ถ้าเราป้องกันตัวเองได้จากความเสี่ยง ก็ควรเลือกทำไม่ใช่หรือ? อย่าเพิ่งยึดถือแต่คำว่า “ต้องอดทน” กับคนบางคน ความอดทนควรใช้แล้วหมดไปให้ไวที่สุดค่ะ