กลับเข้าสู่โหมดการทำงานกันต่อนะคะ หลังจากไปพักกันยาวๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวที่เป็นหัวใจของเราทุกคน มีใครเจอปัญหาคล้ายๆ ที่คนจีนเจอตอนกลับบ้านตรุษจีนไหมคะ คำถามที่มาจากความหวังดี แต่บางทีช่างกดดัน เช่น เมื่อไหร่จะมีแฟนล่ะลูก? ทำไมยังไม่แต่งงานซะที? เมื่อไหร่จะมีลูก? สารพัดคำถามที่บอกว่า เราควรเป็นไปตามกรอบวงจรชีวิตซ้ำๆ ในสังคมสิ ถ้าผิดจากนี้แปลว่าชีวิตจะต้องทุกข์ ทั้งที่ความสุขไม่ได้อยู่ที่เรามีอะไร แต่อยู่ที่เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามีต่างหาก ถ้าต้องทนคบใครก็ได้ เพื่อให้พ้นสถานะโสดอาจจะโหดร้ายกว่า หรือ “ไม่ยอมมีลูก เดี๋ยวจะไม่มีโซ่ทองคล้องใจนะ” ก็ไม่แน่เสมอไปค่ะ บางคู่มีแค่ใจกับใจที่คล้องกันก็รักกันรอด เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพไหน เราต้องสุขให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่มีก็ดีมากมายแล้ว

คนโสดๆ ก็โหยหาอยากจะมีใคร คนที่มีคนใกล้ๆ กลับไม่อยากผูกมัดกับใครก็มี ชีวิตช่างมีความต้องการที่หลากหลายจริงๆ

“พี่อ้อยคะ ต้องการปรึกษาหน่อย คือเป็นคนกลัวการเเต่งงาน เหมือนกับว่ากลัวการผูกมัดค่ะ เเก้ไขยังไงดีคะ คบกับแฟนมานานเเล้ว คือทุกอย่างพร้อมเเล้ว เเฟนก็อยากแต่งงานเเล้ว ใจหนึ่งเราก็อยากแต่ง เเต่อีกใจก็กลัวค่ะ เราเป็นลูกคนเดียวเลยอยากอยู่ดูแลพ่อแม่ก่อนอ่ะค่ะ เพิ่งจบปริญญาตรีด้วย อยากทำงานเเละต่อโทก่อน มีวิธีพูดยังไงให้ลงตัวกับแฟนบ้างคะ”

ชีวิตมนุษย์ทุกคนเป็นแบบนี้แหละค่ะ ใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว บ้างกลัวไม่ได้แต่งงาน บ้างกลัวแต่งงานไม่ได้ เราต่างใช้ชีวิต และหาวิธีคิดเพื่อรับมือกับความกลัวของตัวเอง “แต่งงานเมื่อพร้อม” คำว่า “พร้อม” แต่ละคู่ก็ไม่เหมือนกัน คนสองคนต้องช่วยกันให้นิยามคำว่า “พร้อม” บางคู่มองความพร้อมเรื่องเงิน บางคู่เน้นความพร้อมเรื่องใจ พร้อมที่จะตื่นมาแล้วดูแลกันและกันแบบนี้ตลอดชีวิตไหม เขาถึงมีคำว่า “สละโสด” เราเจอคนที่เรารักมากพอจะสละความสุขซึ่งความโสดหรือยัง สุขก็แบ่งปัน ทุกข์ก็แบ่งเบา ต่อให้ชีวิตคู่ต้องใช้คำว่า “เรา” มากกว่าคำว่า “ตัวฉัน” “ตัวเธอ” ทั้งคู่ยังต้องมีลมหายใจเป็นของตัวเอง แค่มีความสุขในการหายใจใกล้ๆ กัน ไม่ใช่การผูกมัด แต่คือความผูกพัน รับผิดชอบความรู้สึกของกันและกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไป “งานแต่งงาน” ว่าสำคัญ แต่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือชีวิตหลังแต่งงานค่ะ วิธีคิดไหนที่จะทำให้คนที่แตกต่างสองคน เดินหน้าใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปได้ จากสามีภรรยา กลายเป็นพ่อ เป็นแม่ของลูก หยุดความเอาแต่ใจเรา เป็นผู้ให้ ด้วยการยอมเอาแต่ใจเขาบ้าง เป็นผู้ให้ และผู้รับอย่างพอดีๆ เราต่างมีบทเรียนเล่มใหม่ในแต่ละคู่ที่แตกต่างกันไป “พิธีแต่งงาน” ส่วนใหญ่มีไว้เพื่อให้เกียรติผู้ใหญ่ทั้งสองบ้าน ลำพังเราสองคน อาจไม่เน้นพิธีใดๆ ด้วยซ้ำ แค่ต้องจับมือคุยกัน มีฝ่ายเสนอ และฝ่ายค้าน บ้างใช้เหตุผลของเรา บ้างยอมตามเหตุผลของเขา

...

และก่อนจะไปคุยกับเขา คุยกับตัวเราให้จบก่อนนะคะ “เรารักเขามากพอจะเดินหน้าต่อและใช้คำว่าครอบครัวด้วยกันจริงไหม?” ตอบแบบซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองนะ ปัญหาที่น้องถาม พี่มักได้ยินจากฝ่ายชายมากกว่า เพราะกลัวหมดอิสรภาพหลังแต่งงาน นานๆ จะได้คำถามนี้จากผู้หญิง เลยต้องรู้ว่าเรารักเขาจริงหรือเปล่า? อีกอย่าง ต่อให้เราเป็นภรรยาของใคร ก็ใช่ว่าจะสิ้นสุดความเป็นลูก เรายังสามารถดูแลพ่อแม่ได้ แค่บริหารจัดการ หรือบางบ้าน ฝ่ายชายแต่งงานไปใช้ชีวิตในบ้านฝ่ายหญิงด้วยซ้ำ เรื่องการเรียนเช่นกัน ไม่ว่าเราจะอยากเรียนต่อถึงขั้นไหนก็ตาม เราเคยพยายามจะดูแลใจเขา ไปพร้อมๆ กับการตะกายฝันของเรายังไงบ้าง เรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมๆๆๆๆ ฝ่ายเดียวคงไม่ใช่ ร้องขอให้เขา “เข้าใจ” ก็ต้องดูว่าเราล่ะ “ใส่ใจ” ความรู้สึกของเขามากแค่ไหน ทุกการตัดสินใจ ไม่ใช่มีแค่ ขาว หรือดำเท่านั้น เรายังมีอีกตั้งหลายเฉด กว่าสีขาว จะค่อยๆ เทา เทาอ่อน เทาเข้ม จนกลายเป็นดำ วิธีแก้ปัญหาของคู่น้องก็เช่นกัน ถ้ายังไม่แต่ง จะหมั้นก่อนไหม เรียนจบเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน ดูแลพ่อแม่ของเรายังไง ไปพร้อมๆ กับดูแลพ่อแม่เขา ถ้าเราต้องอยู่ในสถานะลูกสะใภ้ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และเหนือสิ่งอื่นใด แต่งงานได้ ก็เลิกได้ค่ะ ถ้าวันนี้เรายังดีต่อกัน แต่วันหน้านั้นไม่มีใครรู้ ก็ดูกันไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปใส่ใจว่ารักครั้งนี้ต้องเป็นรักนิรันดร์ หรือรักแท้ เราแค่ดูแลรักที่มีอย่างดีที่สุดก็แล้วกัน แค่ไหนแค่นั้น

ไม่รู้ว่าจะลดแรงกดดันให้น้องได้บ้างไหม? ถือเป็นคำแนะนำจากใจคนที่ไม่เคยคิดว่าจะแต่งงาน จนวันนี้ใช้ชีวิตคู่บ้านๆ มา 12 ปีแล้ว