เรื่องของ "การศึกษา" นั้นสำคัญเสมอ เพราะนั่นคือบ่อเกิดของความก้าวหน้าในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะในชีวิต ทรัพย์สิน หรือความรู้ ทุกอย่างย่อมมีเรื่องของการศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้อง วันนี้พี่แคมปัสจะพาทุกคนไปฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ เกี่ยวกับความสำคัญของการ "ฝึกงาน" ระหว่างเรียน ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยน และจุดสำคัญในการเลือกอาชีพเมื่อเรียนจบ รวมไปถึงความชื่นชอบและการเติบโตในสายงานนั้นๆ ด้วย
การที่เด็กไทยหลายต่อหลายคน ไม่รู้จักตัวเอง ค้นหาตัวเองไม่พบ แม้จะศึกษาจบในระดับปริญญาตรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่า เราจะชื่นชอบงานในสาขาวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาหรือไม่ หลายคนก็ยังรู้สึกว่าไม่เหมาะสมกับงานที่ทำ หรือบางคนก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ขณะที่หนักสุด คือยังอยู่ในสภาวะ "ตกงาน" นี่แหละหนา...ปัญหาการศึกษา
จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเราได้รู้จักตัวตนของตัวเอง การได้ทำอะไรในสิ่งที่เราสนใจ ชื่นชอบ มันจะเกิดเป็นความถนัดขึ้นมา ดังนั้น...การฝึกงานในขณะเรียน จึงมีความสำคัญจริงๆ แต่ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้น ไม่ใช่แค่การฝึกงานเพื่อจบ แต่เรากำลังจะพูดถึง การได้ฝึกงาน ทดลองงานอย่างหลากหลาย ได้มีโอกาสเรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเรียนจบ เราก็มีโอกาสฝึกงานไปถึง 3-4 ครั้ง ได้ไปทดลองทำงานใน 3-4 อาชีพ แล้วเราก็จะได้รู้ว่า...เราเหมาะหรือชื่นชอบกับงานประเภทไหนมากที่สุด นี่สินะ...การค้นหาตัวเองที่แท้จริง
ไปค่ะ...พี่แคมปัสพาไปฟังเรื่องราวของการ "ฝึกงาน" ของนักศึกษาที่ฝึกงานมากที่สุดในประเทศไทย จากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือพีไอเอ็ม มหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจ หรือ Corporate University สถาบันอุดมศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 โดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปีนี้ดำเนินการจัดการศึกษามาแล้ว 12 ปี
...
สถาบันอุดมศึกษาเพียงแห่งเดียวที่จัดการเรียนการสอนรูปแบบ "Work-based Education" แห่งแรกของประเทศไทย นั่นคือการเรียนทฤษฎีในห้องเรียนกับคณาจารย์มากไปด้วยประสบการณ์ ควบคู่การฝึกปฏิบัติงานกับสถานประกอบการจริง ที่ตรงกับสาขาวิชาที่เรียนในองค์กรธุรกิจ เครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก ที่เต็มไปด้วยมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้นจริงๆ นอกเหนือจากประสบการณ์การทำงาน การพัฒนาตนเองในทุกด้าน อย่างเช่น ทักษะด้านวิชาชีพ ทักษะชีวิต และทักษะทางสังคม
บทบาทในการสร้างคนคุณภาพ สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมทำงานได้ทันที ยังเป็นภารกิจหลักในการป้อนนักศึกษาเข้าสู่สถานประกอบการ โดยเฉพาะในยุค Industry 4.0 ยุคที่ตลาดเปิดกว้างต้องการแรงงานเฉพาะทางนับแสนอัตรา โรงงานผลิตรถยนต์เอ็มจี บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เป็นหนึ่งในนั้น ที่นักศึกษาได้เข้าไปฝึกงาน จนได้รับโอกาสเป็นพนักงานของโรงงานแห่งนี้
ในวาระที่เราได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ในครั้งนี้ เราได้พบกับพนักงานเอ็มจี ที่อดีตเค้าเคยเป็นนักศึกษาฝึกงาน "ศิวณัฐ จินดาทะจักร์" สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง VQ-Paint Engineer กล่าวว่า "ปัญหาของนักศึกษาจบใหม่ที่พบคือ มีความรู้ในห้องเรียน แต่ไม่มีภูมิต้านทานในการทำงาน การทำงานนั้นไม่มีเกณฑ์ในการให้คะแนน มีแค่ทำได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นข้อดีของการฝึกงานร่วมกับการเรียนอย่างเห็นได้ชัด คือผู้เรียนมีองค์ความรู้ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ แน่นอนว่าเมื่อทำงานจริงเราสามารถปรับตัวได้ง่าย พร้อมทั้งสามารถประยุกต์สิ่งที่เรียนให้เหมาะสมตามสภาพปัญหาในการทำงาน ที่มีหลายรูปแบบไม่ซ้ำกันได้อย่างเป็นรูปธรรม"
คนที่ 2 เค้าว่าเป็นตัวท็อป ทั้งในเรื่องการเรียน ฝึกงาน และการใช้ชีวิตในสไตล์นักศึกษา "อัครเดช คำสิงหา" สาขาวิศวกรรมศาสตร์ยานยนต์ ปัจจุบันทำงานตำแหน่ง GA Quality Engineer เปิดเผยกับเราว่า การเรียนและการฝึกงานที่ควบคู่ไปด้วย ทำให้ผมได้นำทฤษฎีที่เรียนในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งผมได้มีโอกาสฝึกงานทั้งหมด 3 แห่ง คือ 1.ร้าน 7-ELEVEN เป็นเวลา 3 เดือน ฝึกฝนให้มีความรับผิดชอบงานสูง การฝึกแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ 2.ศูนย์บริการ Mercedes Benz ฝึกทักษะเกี่ยวกับยานยนต์โดยใช้ความรู้ทางทฤษฎีมาบูรณาการใช้กับทางด้านปฏิบัติ ซึ่งทำให้เห็นผลของระบบการเรียนแบบ Work-based Education อย่างที่สุด และ 3.โรงงานผลิตรถยนต์เอ็มจี บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด นับว่าเป็นโอกาสที่หาไม่ได้จากสถาบันศึกษาอื่น ซึ่งให้โอกาสนักศึกษาได้เข้าฝึกงานกับสถานประกอบการจริง ผมนำวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาและประสบการณ์ฝึกงานก่อนหน้านี้มาลงสนามจริงที่นี่ ซึ่งก็เห็นผลอย่างชัดเจนว่ามีความมั่นใจ สามารถพร้อมที่จะทำงาน แต่ละที่ที่ผมได้มีโอกาสไปฝึกงานล้วนมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านลักษณะงาน สังคม ทำให้ผมได้เรียนรู้กับทำงานร่วมกับผู้อื่น และการใช้ความรู้ที่เรียนมาอย่างหลากหลายวิเคราะห์การทำงานต่างๆ ได้ด้วย
"ผมมองว่า...พีไอเอ็มให้โอกาสอย่างมาก นั่นคือโอกาสในการเข้าสู่สังคมทำงาน ที่เร็วกว่าผู้อื่น ผมย้ำว่า...มันเป็นความโชคดีมากๆ"
ขณะที่ "ภัทรพล สุขผล" นักศึกษาสาขาวิศวกรรมการผลิตยานยนต์ ชั้นปีที่ 4 ฝึกปฏิบัติงานแผนก Manufacturing Engineer พูดถึงข้อดีของการเรียนแบบ Work-based Education "การเรียนในห้องคือการเรียนรู้ในภาคทฤษฎีซึ่งเป็นพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในอนาคต ซึ่งสถาบันของเรามีหลักสูตรเรียนไปด้วยฝึกงานไปด้วย ทำให้ได้มองเห็นภาพการทำงานจริงๆ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น การทำงานเป็นระบบ ระเบียบวินัยในการทำงาน และทำให้ได้เข้าใจสิ่งที่เรียนในห้องเรียนได้มากขึ้นจากการฝึกงาน โดยทั้งหมดนี้เพื่อให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน และผมมองว่า ประโยชน์ที่ได้รับโดยตรงจาก Work-based Education คือ ประสบการณ์โดยจะแตกต่างกันตั้งแต่ ปี 1 ฝึกระเบียบวินัย เข้าใจงานบริการ ส่วนปี 2 เรียนรู้การบำรุงรักษาสถาพของรถยนต์เบื้องต้น ปี 3-4 ฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้รู้ว่ากว่าจะผลิตรถยนต์หนึ่งคันต้องผ่านอะไรบ้าง"
...
สุดท้าย "สุภนิดา รัตนกรรภิรมย์" นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ชั้นปีที่ 4 ฝึกปฏิบัติงานแผนก Body Shop กล่าวว่า "การเรียนไปด้วยแล้วฝึกงานไปด้วยของสถาบัน โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าดีมากค่ะ เพราะทำให้นักศึกษาของแต่ละสาขา แต่ละคณะ ที่ตัวเองศึกษาอยู่ ได้ฝึกงานจริง ได้ประสบการ์ณจริง ได้รู้จักการทำงาน และการเตรียมความพร้อมในการทำงานจริงก่อนคนอื่น และชอบที่เราได้มีความก้าวหน้ามากกว่าคนอื่นๆ หนึ่งก้าว".