ความจำเป็นที่น่าเบื่อคือ นิยามของ "กฎหมาย" ที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน วันนี้ผม "แทนรัฐ คุณเงิน" อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะมาปรุงความรู้ทางกฎหมายให้ทุกท่านได้บริโภคผ่าน ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ ด้วยความจำเป็นที่ว่า...ความไม่รู้กฎหมายมันน่ากลัว กับหัวข้อ "เสพอาหารผ่านกฎหมาย" ครับ

"ทานข้าวกัน" เป็นคำชวนที่ได้ยินจนเคยชินจากคนรอบตัวของผม บางคนใช้แทนคำทักทาย บางคนใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้สนิทกันมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งการพบปะสังสรรค์เพื่อนเก่า การกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาของครอบครัว หรือการให้รางวัลแก่ตัวเองสำหรับวันยากๆ วันหนึ่ง ก็ล้วนแต่มีอาหารเป็นสื่อกลางทั้งสิ้น

ความคลั่งไคล้ทางอาหาร (Food Crazy) ของผู้คนหลายๆ ครั้ง ก็สร้างปรากฏการณ์ที่เหนือคำบรรยาย เช่น คนบางคนยอมเสียเงินหลายหมื่นหลายแสนบาท เพื่อเสาะแสวงหารสชาติที่ไม่เคยแม้แต่ได้ลิ้มลอง หรือยอมเสียเวลาหลายชั่วโมงเพื่อรอคิวให้ได้ทานอาหารจานนั้นๆ นี่แหละครับมนตร์ขลังของสิ่งที่เรียกว่า "อาหาร"

...

หากร้านอาหารหรือเชฟคนใด สามารถคิดค้นสูตรอาหารที่ถูกลิ้นถูกใจของลูกค้าได้แล้วละก็ เตรียมตัวรวยกันได้เลยทีเดียว ดังนั้น "สูตรอาหาร" ที่ลูกค้าติดใจจึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในบางครั้งการสร้างสูตรอาหารที่พิถีพิถันนั้น ย่อมต้องใช้ความทุ่มเทและทรัพยากรต่างๆ อย่างมากมาย หากเกิดการขโมยสูตรอาหารเพื่อนำไปใช้ในทางการค้าโดยมิได้รับอนุญาต ในฐานะผู้เสียหาย ย่อมมองหาการคุ้มครองทางกฎหมาย ที่จะพิทักษ์ดอกผลทางความคิด และความพยายามเพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์

โดยส่วนตัวแล้ว...ผมในฐานะของนักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเชฟคนหนึ่ง เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านอาจารย์ ดร.จุมพล ภิญโญสินวัฒน์ ที่มองว่า การคุ้มครองแง่ของ "ความลับทางการค้า" ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่จำกัดระยะเวลาการคุ้มครอง ตราบใดที่ยังรักษาเป็นความลับ และไม่ต้องมีการพิสูจน์ หรือไม่มีขั้นตอนในการจดทะเบียนใดๆ ตราบที่ยังอ้างว่า...รักษาความลับไว้ได้ ประเด็นสำคัญคือ อาหารลักษณะใดที่สามารถอ้างการคุ้มครองดังกล่าวได้ สูตรอาหารทั่วไปที่พบเห็นได้ในตลาด อย่างเช่น ส้มตำ ไก่ย่าง คอหมูย่าง สเต๊ก พาสต้า ไม่สามารถได้รับการคุ้มครองในเรื่องของความลับทางการค้าได้

เพราะเป็นแนวคิดที่คนทั่วไปรู้จักและสามารถทำได้ ในกรณีที่มีการปรุงจนรสชาติอาหารจนดีขึ้น จากการเติมหรือลดส่วนผสมใดส่วนผสมหนึ่ง หรือเพิ่มวัตถุดิบที่แตกต่างลงไป แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่า...เป็นการสร้างสูตรอาหารขึ้นมาใหม่ และการที่อาหารจานนั้นๆ ได้แสดงให้เห็นถึงส่วนประกอบหลักอย่างชัดเจนจนทำให้ไม่อาจพิจารณาได้ว่าอาหารจานนั้นเป็นความลับอีกต่อไป จากการเปิดเผยหรือสามารถคาดหมายวัตถุดิบในจานนั้นๆ ได้ เช่น ต้มยำกุ้งก็เห็นตัวกุ้งอย่างชัดเจน รวมถึงมีการรักษาความลับ ไม่ถึงระดับที่เหมาะสม เนื่องจากสูตรอาหารเป็นวิธีการตกทอดทางมรดกทางความคิดจากรุ่นสู่รุ่น การรักษาสูตรอาหารนั้น จึงมักเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ อันเนื่องมาจากลักษณะของการถ่ายทอดภูมิทางอาหาร จากผู้สอนไปยังผู้เรียน ที่ไม่ได้มีการรักษากันอย่างเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

หากพิจารณาแล้วไม่ง่ายเลยครับ ที่สูตรอาหารตามลักษณะที่กล่าวมา จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในเรื่องของความลับทางการค้า แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบการปรุงอาหารให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จนง่ายต่อการที่จะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย โดยกรรมวิธีนี้เรียกว่า อาหารโมเลกุล (Molecular Gastronomy) ครับ เป็นการนำกระบวนทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาสร้างสรรค์จนเป็นจานอาหาร ที่ไม่สามารถคาดเดารสชาติ ส่วนผสม หรือวัตถุดิบใดๆ ได้ และหากผู้คิดค้นเลือกที่จะปกปิด หรือเก็บรักษาไว้เป็นความลับนั้น สูตรอาหารชนิดนั้น ก็สามารถที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายได้อย่างแน่นอนครับ หากเกิดการละเมิดหรือขโมยสูตรไป ก็สามารถ "ฟ้องร้อง" หรือดำเนินการทางกฎหมายได้เลย

...

การกล่าวอ้างความเป็นเจ้าของ สิทธิทางทรัพย์สินปัญญา เป็นเรื่องที่สำคัญ จนไม่อาจมองข้ามได้เลยครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมสมดุลว่า...การจองพื้นที่ทางปัญญามากเกินไป อาจกลายเป็นข้อจำกัดที่กระทบต่อวิถีชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีนัก ตัวผมเองคงจะสบายใจมากกว่า ถ้าสามารถที่จะแชร์ความรู้ทางอาหาร หรือทำอาหารเพื่อแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างเพื่อนๆ กันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องทางกฎหมายหรือข้อจำกัดต่างๆ อย่างอิสระ 

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คำว่า "อาหาร" ยังคงมีมนตร์ขลังต่อไปครับ.