Fool ฟูล ที่หมายถึง “โง่” มาจากภาษาละติน follisที่แปลว่า “ถุงบรรจุลม” ต่อมาคำนี้ใช้เปรียบกับคนที่ “สมองเหมือนถุงลม”นี่ล่ะครับเป็นที่มาของความหมายว่า “สมองกลวง” บางทีก็สื่อถึง “คนพูดมาก ไร้สาระ” “คนโง่” “คนที่ตัดสินใจอย่างไม่ฉลาด” หรือ “คนที่ถูกหลอกง่าย”
อีกคำหนึ่งคือ stupid มาจากภาษาละติน stupidus ที่หมายถึง “มึนงง” หรือ “ตกตะลึง” ต่อมาคำนี้พัฒนาไปพัฒนามาจนกลายเป็นคำว่า “โง่เขลา” ต้นดั้งเดิมคำนี้แปลว่า “ตี” โดยเฉพาะตีที่ศีรษะทำให้มึนชา ตอบสนองสิ่งเร้าได้ช้า เป็น adjective ก็ได้ เป็น noun ก็ได้ หมายถึง “คนโง่” แต่ถ้าเป็น “ความโง่” เราใช้คำว่า stupidity
อีกคำหนึ่งคือ silly ดั้งเดิมหมายถึง “มีความสุข” หรือ “โชคดี” ต่อมากลายมีความหมายว่า “ศักดิ์สิทธิ์” “ได้รับพร” “บริสุทธิ์ไร้เดียงสา” หรือ “ไร้พิษสง” จากนั้น พัฒนาการของคำนี้เปลี่ยนไปเชิงลบเป็น “น่าเห็นใจ” “น่าสงสาร” หรือ “เคราะห์ร้าย” พอถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 คำนี้ถูกใช้ในความหมาย “อ่อนแอทางร่างกาย” “กระปลกกระเปลี้ย” “ขาดเหตุผล” หรือ “ขาดสามัญสำนึก” พอปลายคริสต์ศตวรรษที่16 คำนี้สื่อถึง “อ่อนแอทางสติปัญญา” “ไม่ได้รับการศึกษา” หรือ “โง่เขลา” ปัจจุบันความหมายของคำนี้คือ “โง่เขลา” “เหลวไหล” หรือ “ไร้สาระ”
Obtuse มาจากภาษาละตินหมายถึง “ทู่” “ทื่อ” หรือ “ไม่แหลมคม” เมื่อภาษาอังกฤษรับมา คำนี้ถูกใช้ในวิชาเรขาคณิต obtuse angle หมายถึง “มุมป้าน” คนชอบนำมาใช้เปรียบเทียบกับสติปัญญาที่
“ไม่หลักแหลม” “ไม่มีไหวพริบ” หรือ “โง่” นั่นเองครับ.
...
นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
pasalok1998@gmail.com