ธรรมะสนามพระวิภาวดี ประจำวันที่ 9 เดือน 12 มาจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน อมตะเถระแห่งสิงห์บุรี ท่านสอนว่า “ การให้อโหสิกรรม คือการให้อภัยความผิดพลาดพลั้งที่ผู้อื่นกระทำต่อตน ผลของการให้อภัย ย่อมเกิด แก่ผู้ให้ทันที คือการดับทุกข์ในใจเพราะความโกรธ เราจึงเกิดความสงบเย็นในใจ เพราะไม่คิดจองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป”
วันนี้ ขอเริ่มด้วย คำถามสนามพระ จากมิตรรักนักเพลงทางบ้าน ถามมาว่า พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ใหญ่ ๗ ชั้นนิยม A วัดไชโยวรวิหาร อ่างทอง องค์ไหน เลิศที่สุดในโลก ขอดูด้วย
ก็ต้องใช้เวลานึกและถามหลายๆเซียน เพราะมีองค์งามๆขั้น แชมป์จริงๆ อยู่หลายองค์ จึงยากถึงยากมาก ที่จะให้ตัดสินว่าองค์ไหนเป็น ที่สุด เพราะพระแต่ละองค์ มีอายุการสร้างยาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าศตวรรษ ย่อมมีจุดด้อยจุดเด่น แล้วแต่มุมมองของผู้พิจารณา
เอาเป็นว่าองค์ไหนสภาพสมบูรณ์สวย เดิมๆ ไม่มีจุดชำรุดแตกหักเสียหาย ฟอร์มองค์สมส่วน พิมพ์พระติดชัด มวลสารครบสูตร ผิวพรรณผุดผ่อง ก็จะนิมนต์มาแล้วกัน อย่างองค์นี้ ค้นภาพจาก แฟ้มพระห้าดาว มา ก็มีเสียงโหวตมาเยอะว่าเป็นองค์งามสุดๆ
ตามมาด้วย พระรอด พิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน ลำพูน ของ เสี่ยโจ๊ก ลำพูน ไม่สวยแซ่บซาบซ่า แต่ดูแล้วภาษาเซียนบอก มันมาก เพราะเด่นที่สภาพความสมบูรณ์ สีเนื้อและฟอร์มทรง จุดตำหนิ ที่ชี้ชัดความเป็น พระแท้ ทั้งเส้นฐาน ๔ ชั้น เส้นแตก (น้ำตกข้างพระกรรณด้านซ้าย ที่ปลายพระกรรณเป็นมุมเฉียงแหลม (ขอเบ็ด)
ยังมีเส้นแตกใต้ข้อศอกซ้ายยาวลงทะลุถึงเส้นฐาน สะดือกลมเป็นเกลียวเชือก เส้นแตกกลางหน้าผาก ซุ้มโพธิ์ เป็นแท่งข้างพระกรขวา รอยตัดขวางลึกชัดที่นิ้วหัวแม่มือ รอยพับเนื้อใต้ฐาน และอื่นๆ--สรุป เป็นพระแท้ ดูง่าย โดนตา โดนใจ
...
องค์ที่สาม คือ พระกำแพง ลีลา เม็ดขนุน กรุลานทุ่งเศรษฐี อ.เมืองกำแพงเพชร พระแท้ ดูง่าย หน้าชัด หลังใช่ สภาพสมบูรณ์ สวยเดิม ของ พ.ต.อ.วุฒิวัฒน์ รักษาชาติ
ผู้รู้ลึกซึ้งในพุทธานุภาพพระพิมพ์สกุลนี้ บอกว่าด้วยอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระ ที่ดูจากผิวพรรณ วรรณะ ที่ปรากฏแสงเงาเปล่งปลั่งเป็นแสงรัศมีแบบนี้ เชื่อกันว่าเป็นพระถูกโฉลกกับเจ้าของ
และยังมีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์เต็มเปี่ยม ต่างจาก พระดีพระแท้ ที่มีผิวพรรณแห้งเหี่ยว ดูซูบซีดไร้แสงเงา ที่เชื่อกันว่าอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์เสื่อมถอย คุณวิเศษเหลือน้อย
ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการนำพระเข้าพิธีพุทธาภิเษก หรือปลุกเสกด้วยพระเถราจาย์ผู้มีฌานสมาธิแก่กล้า ผิวพรรณพระ จะกลับดูดี มีน้ำมีนวลขึ้นทันตา เป็นเคล็ดลับความรู้ที่เขาว่ากล้าท้าพิสูจน์จริงๆ --หลายคนจึงนิยมนำพระไปร่วมในพิธีพุทธาภิเษก นัยว่าเพื่อเพิ่มพลังพุทธานุภาพ
รายการต่อไป คือ พระกรุขลังขลัง พระมเหศวร หลังระฆัง กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อ.เมืองสุพรรณบุรี ๑ ในพิมพ์หายากของตระกูล เพราะพบขึ้นจากกรุจำนวนน้อย นับองค์ได้
และเท่าที่เห็นผ่านสนามเรามากว่า ๒๐ ปี องค์นี้ของ เสี่ยวันชัย ศิริวรรณโภคากุล ถือเป็นองค์สมบูรณ์สุด และเจ้าของหวงสุดๆ เพราะพระอื่นที่ว่าเด่นที่ว่าดัง มีเก็บรักษาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเกือบทุกยี่ห้อ แต่องค์นี้ตั้งแต่ได้มา ไม่ยอมขยับขยายผ่องถ่ายให้ใคร เก็บรักษาอยู่ยั่งยืนยงคงกระพันมาถึงวันนี้
ต่อด้วย พระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก พิมพ์ชะลูดใหญ่ (มีหู) หลวงพ่อครน วัดอุตตมาราม (บางแซะ) รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
เล่ากันอีกที วัดนี้เดิมอยู่ในเขตประเทศไทย มาถึงยุคอังกฤษล่าอาณานิคม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ประเทศไทยต้องยอมเสียดินแดนตอนใต้ กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ให้อังกฤษ นำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย วัดนี้จึงกลายเป็นวัดไทยในมาเลเซีย
หลวงพ่อครน เป็นศิษย์ สำนักสงฆ์เขาอ้อ สมัยพระอาจารย์ทองเฒ่า สำนักเขาอ้อ มีชื่อเสียงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน พระเวทย์วิทยาคม นิยมการออกธุดงค์ สร้างวัดพัฒนาคน ไปทั่วดินแดนภาคใต้ จนถึงราวปี พ.ศ. ๒๔๗๐ จึงรับนิมนต์ชาวบ้านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางแซะ ที่กำลังทรุดโทรม ขาดการพัฒนาเพราะวัดอยู่ในชุมชนชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ชาวพุทธเป็นส่วนน้อย
แต่ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนา และความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ อีกทั้งบุคลิก ลักษณะที่เคร่งขรึมดวงตาที่มีอำนาจ พูดน้อยทำมาก และคุณลักษณะพิเศษ มีปานดำที่ลิ้น ที่เชื่อกันว่าเป็น ผู้มีวาจาสิทธิ์ ทำให้ได้รับความเคารพศรัทธา ทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิม เข้ามาช่วยเหลือพัฒนาวัด จนสามารถเปิดเป็นสำนักสอนพระปริยัติธรรมและอบรมกรรมฐานสำเร็จ
...
ถึงปี พ.ศ.๒๔๗๖ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ฐานะพระครูชั้นพิเศษ ปี พ.ศ.๒๔๘๘ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนา ในฐานะพระวิจารณญานมุนี ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่รัฐกลันตัน
ขณะพัฒนาวัดเมื่อราวปี พ.ศ.๒๔๘๐ ท่านได้สร้าง พระปิดตาเนื้อผงพุทธคุณ ผสมมวลสารว่านยาคลุกรัก เนื้อสีน้ำตาลเข้มแกมดำ ลักษณะเป็น องค์พระนั่งปิดตาลอยองค์ทรงชะลูดเข่ากว้าง มีทั้งแบบ พิมพ์มาตรฐานชะลูดใหญ่ มีหู กับ ไม่มีหู พิมพ์ปั้นลอยองค์ พิมพ์กลีบบัวสองหน้า พิมพ์กลีบบัวหลังยันต์ พิมพ์กลีบบัวหลังนางกวัก
พบทั้งที่มีจารอักขระลายมือทั่วองค์เป็นส่วนใหญ่ และที่ไม่มีลายมือลงอักขระ (ส่วนน้อย) ซึ่งจะมีแผ่นกระดาษสา ลงอักขระบรรจุอยู่ในองค์ เพื่อมอบสมนาคุณผู้ร่วมกุศลพัฒนาวัด--องค์งามเยี่ยงนี้ ของ Mr.Weng Lee นักนิยมพระชาวมาเลเซีย ที่ต้องชื่นชมว่า ตาถึงจริงๆ
ต่อด้วย พระปิดตา หกเหลี่ยม หลังตะแกรง พ.ศ.๒๔๙๕ หลวงปู่เฮี้ยง วัดอรัญญิการาม อ.เมืองชลบุรี
ตอนหลวงปู่บวชพระ มี เจ้าคุณพระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ (พุฒ) วัดเขาบางทราย เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นจำพรรษาที่วัดป่า ปฏิบัติศึกษาพระธรรมเพียง ๓ พรรษา ก็ได้รับหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส มีพระในปกครอง ๗ รูป ต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส สร้างความเจริญรุ่งเรือง จนได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ตลอดอายุกาลพรรษา รวม ๔๗ ปี ท่านศึกษาวิชาพุทธาคมเพียงแต่ตำรับวิชาของ พระปลัดชื่น ที่ท่านได้มาจากนิมิต ว่าเก็บรักษาอยู่เหนือรางน้ำฝนในกุฏิท่าน
...
โดยเริ่มสร้าง ตะกรุดโทนเนื้อฝาบาตร มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์มากด้านคุ้มครองป้องกันภัย ต่อมาท่านได้สร้าง พระปิดตา ตามแบบ พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านประสงค์จะหาทุนสร้างโรงเรียน โดยจะสร้าง พระปิดตา จึงมีผู้ศรัทธานำแท่งผงพุทธคุณ หลวงพ่อแก้ว มามอบให้ ๑ แท่ง พร้อมบอกชื่อให้เจ้าของแท่งผงพุทธคุณ หลวงพ่อแก้วอีก ๘ แท่ง ให้ท่านไปเจรจาขอบิณฑบาตมาสร้างพระ
ก็ประสบความสำเร็จ ท่านได้รับมอบมาทั้งหมด นำมาสร้าง พระปิดตา ขึ้นหลายแบบพิมพ์ อย่างพิมพ์ หลวงพ่อแก้ว หลังแบบ พิมพ์อิติเสริมฐาน และอื่นๆ
๑ ในนั้นเป็น พิมพ์หกเหลี่ยมหลังตะแกรง แบบองค์นี้ของ เสี่ยเบิด หนองซาก ซึ่งเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของรุ่น ที่ได้รับการขนานนามว่า “พระปิดตา หลวงพ่อแก้ว วัดป่า”
วัตถุมงคลขลังๆ อีกสำนัก คือ เหรียญหล่อ หน้าเสือ รุ่นแรก พ หลวงพ่อน้อย อินทสโร วัดธรรมศาลา นครปฐม
ท่านเป็นชาวนครปฐม เกิด พ.ศ. ๒๔๒๖ และบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ ๑๕ ปี ที่วัดสามกระบือเผือก พออายุครบ 20 ก็อุปสมบทที่วัดธรรมศาลา โดยมีพระอธิการทอง วัดละมุด เป็นพระอุปัชฌาย์
...
ท่านเรียนวิชา พระธรรมวินัย วิปัสสนา พุทธาคม กับ หลวงพ่อกอบ วัดบ่อตะกั่ว พระอาจารย์นวม พระอาจารย์แจ้ง และฆราวาสคือ อาจารย์อู๊ด และ สร้าง เหรียญหน้าเสือ รุ่นแรก นี้ เพื่อหาทุนพัฒนาวัด ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๗-๙๘ พร้อม เหรียญหล่อคอน้ำเต้า เป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียง ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งที่ตอนนำเหรียญที่สำเร็จด้วยวิธีเทหล่อแบบโบราณไปให้หลวงพ่อดู ท่านเห็นแล้วส่ายหน้า บอกว่าหน้าดุอย่างเสืออย่างยักษ์แบบนี้ใครจะไปเอา
ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อออกบูชา ปรากฏว่า เหรียญหล่อคอน้ำเต้า และวัตถุมงคลอื่นๆจำหน่ายได้เร็วกว่า เหรียญหน้าเสือ ที่เหลืออยู่บานเบอะ
จนมีผู้นำไปใช้บูชา ได้พบประสบการณ์รอบทั้งด้าน เมตตา ค้าขาย และที่เยี่ยมสุด ด้านมหาอุตม์ หยุดลูกปืน ทำให้เหรียญนี้มีชื่อเสียงได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างร้อนแรง แซงหน้า เหรียญวัตถุมงคลอื่นๆ ชนิดต้องสร้างรุ่นสองรุ่นสาม ซึ่งออกให้เช่าปุ๊บก็หมดทันที
ปัจจุบัน เหรียญหน้าเสือ รุ่นแรก องค์งามๆ สภาพเยี่ยมๆอย่างเหรียญนี้ของ กำนันมานะ คงวุฒิปัญญา ราคาหลักแสนปลายทะลุล้านทีเดียว
แถมนิด เรื่องที่เล่ากันถึงอานุภาพ เหรียญหน้าเสือ รุ่นแรก ก็คือตอนมือปราบพระกาฬกรมตำรวจ ล้อมจับมือปืนเลื่องชื่อเมืองนครปฐม และปะทะดวลกันตัวต่อตัว โดยมีชาวนครปฐมเป็นพยานเพียบ ปรากฏว่าปืนตำรวจยิงไม่ออก ปืนผู้ร้ายยิงออก แต่ปากกระบอกแตก จึงถูกล้อมจับได้ ขณะสอบสวนมีการขอพิสูจน์ของขลังกัน ปรากฏว่าทั้งคู่มี เหรียญหน้าเสือ รุ่นนี้ คล้องคอเดี่ยวอยู่คนละเหรียญ--จึงฮือฮาว่าที่กินกันไม่ลง เพราะเหรียญนี้เอง
ลากันด้วยเรื่องปิดท้าย ของ นายชาตรี เจ้าของกิจการจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรในนครปฐม เมียชื่อ เจ๊สาวิตรี ลูกสาวเถ้าแก่โรงไม้ แต่แต่งงานมาเกือบ ๑๐ ปี ไม่มีลูก มีการชุมนุมญาติมิตรทีไร มักถูกถามจากญาติๆว่ามีปัญหาต้องไปปรึกษาหมอหรือเปล่า ส่วนเพื่อนๆก็แซวว่าไม่มีน้ำยา แต่ นายชาตรี ก็ยิ้มรับ ขำๆไปเรื่อย
จนวันลอยกระทงเดือนก่อน ชวนญาติและเพื่อนมาปาร์ตี้ลอยกระทง ที่ท่าน้ำหลังบ้านเหมือนทุกปี ก็ถูกญาติๆ ถามเรื่องลูกเหมือนเดิม ก็ได้แต่ยิ้มรับ แต่หน้าจ๋อยๆ ส่วนเมียหน้าเครียดขึ้นทันที
เพื่อนก็แซวเหมือนเดิมว่า ไม่มีน้ำยาจริงๆมั้ง นายชาตรี ก็ยิ้มแหะ อายๆ แต่เมียหันไปจ้องหน้า จนเพื่อนอีกคนแซว ว่าอาการแบบนี้ ขี้เกียจทำการบ้านแน่ๆ เท่านั้นเอง เจ๊สาวิตรี เบรกแตกบอกเสียงดังว่า จริง เป็นปีแล้วไม่ยอมทำการบ้าน เอาแต่เข้าห้องพระ แทบจะกินนอนอยู่แล้ว ไม่รู้มีดีอะไร
นายชาตรี ถูกเมียประจานกลางวงแบบนี้ ก็อายเพื่อน ก็เลยสวนกลับว่า ก็มีดีตรงที่พระท่านเป็นใบ้ ไม่จู้จี้ขี้บ่น เช้าซี้กวนใจ และที่สำคัญคือ ถ้าไม่ทำการบ้าน พระก็ไม่โมโหถีบอั๊วตกเตียงเหมือนเมีย เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง