เชื่อว่า 2-3 วันนี้มานี้ ทุกคนคงได้เห็นกระแสที่ "จีน" บอยคอตแบรนด์ดังระดับโลกที่มีถิ่นกำเนิดจากอิตาลีอย่าง "Dolce & Gabbana" หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า D&G ด้วยสาเหตุมาจากคลิปโปรโมตและการโต้ตอบทางโซเชียลมีเดีย ขณะที่ "ใหม่-มาริโอ้" ได้รับเชิญให้ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คิด... ("Dolce & Gabbana" โซเชียลจีนแห่ทำลายข้าวของ)
ทุกคนรู้กันดีว่า ประเทศจีนมีจำนวนประชากรสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองลงมาจากสหรัฐอเมริกา นั่นแปลว่าประเทศจีนกลายเป็นตลาดยักษ์ใหญ่ที่มีกำลังซื้อมหาศาล รวมถึงยังได้กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของโลก ที่ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนต่างก็อยากมีส่วนแบ่งจากตลาดจีนกันทั้งนั้น
วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะขอมาเจาะลึกประเด็นนี้
เรื่องราวมันเริ่มต้นที่
Dolce & Gabbana แบรนด์หรูสัญชาติอิตาลี ได้ปล่อยคลิปประชาสัมพันธ์ซึ่งมีภาพผู้หญิงชาวจีนพยายามที่จะรับประทานอาหารขึ้นชื่อของชาวอิตาเลียน ได้แก่ พิซซ่า, คาโนลี่ และสปาเก็ตตี้ ด้วยตะเกียบ
...
เมื่อคลิปวิดีโอนี้กระจายออกไปจึงก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจบนโลกออนไลน์ของประเทศจีน เนื่องจากชาวจีนส่วนใหญ่มองว่าคลิปนี้ดูถูกชาวจีนโดยเห็นว่าพวกเขารับประทานอาหารทุกอย่างด้วยตะเกียบ พร้อมทั้งยังเปรียบเปรยว่า "แบรนด์เหยียดหยามชาวจีน มองว่าพวกเขาไม่รู้จักการรับประทานอาหารอย่างชาวยุโรป" จนทำให้ Account Weibo ของ Dolce & Gabbana ในประเทศจีนต้องลบคลิปวิดีโอนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ทันเหล่านักแคปในตำนานแน่นอน)
ไม่เกิดประโยชน์...หากโต้คารมบนโลกโซเชียล
หลังคลิปวิดีโอนี้ถูกลบไปแล้ว แต่เหตุการณ์กลับไม่จบลงง่ายๆ เนื่องจาก "Stefano Gabbana" หนึ่งในผู้ก่อตั้งและเป็นดีไซเนอร์ของแบรนด์นี้ ได้ออกมาตอบโต้กับ "@michaelatranova" แฟชั่นบล็อกเกอร์เชื้อสายเอเชีย เกี่ยวกับคลิปวิดีโอการเหยียดเชื้อชาตินี้
มีประโยคหนึ่งที่สเตฟาโน่พิมพ์ตอบกลับมาหา Michaela Tranova ว่า "โฆษณาอันนี้ถูกถอดออกไปเพราะทีมงานของฉันมันโง่ ซึ่งโง่พอๆ กับความทะนงตนของคนจีน ถ้าเป็นฉัน...ฉันจะไม่มีวันลบโฆษณานี้ และต่อจากนี้ไปฉันพร้อมจะให้สัมภาษณ์ว่าจีนเป็นประเทศ (อีโมจิรูปอุจจาระ) แล้วก็เงียบๆไปซะ เพราะเราสามารถอยู่ได้โดยไม่มีคุณ" รวมถึงประโยคประเภท "พวกจีนมีแต่มาเฟียสกปรก" หรือ "คิดว่าฉันจะกลัวหากคุณเอาไปแชร์ต่อหรือ??"
...
ต่อมาแชตดังกล่าวถูกส่งต่อไปยัง @diet_prada บล็อกเกอร์สายแฟชั่นชื่อดัง (มีคนติดตามถือ 9 แสนคน) ที่มักจะจิกกัดแบรนด์ดังๆ อยู่เสมอ จึงกลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโลก
บอกได้เลยว่าการกระทำของสเตฟาโน่ในครั้งนี้เหมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟ โหมให้คนจีนเกิดความไม่พอใจจนเหล่าดาราและเซเลบริตี้ชาวจีนประกาศแบน (Banned) Dolce & Gabbana
ผลลัพธ์จากการกระทำ
ทันทีที่มีกระแสดังกล่าวออกมา D&G ถูกบังคับให้เลื่อนการแสดงแฟชั่นโชว์ในนครเซี่ยงไฮ้
"Yangmatou" แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนรายแรกในประเทศจีน (เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อีกราย) ได้นำผลิตภัณฑ์ D&G จำนวน 58,000 รายการ ออกจากเว็บไซต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เว็บไซต์ช็อปปิ้ง Tmall ของอาลีบาบากรุ๊ปก็เช่นกัน เมื่อคนเข้าไปเสิร์ชหรือค้นหาคำว่า "D&G" ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ก็ไม่มีผลลัพธ์ใดๆ เกิดขึ้น
เหล่านักร้อง นักแสดง เซเลบริตี้ และคนดังจากประเทศจีนหลายคน ต่างล้วนออกมาประกาศคว่ำบาตรแบรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็น Karry Wang, Dilraba Dilmurat ทั้ง 2 คนนี้ยกเลิกสัญญาทุกอย่างกับแบรนด์แถมยังลบภาพในอินสตาแกรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแบรนด์นี้ออกทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีดาราดังอย่าง Zhang Ziyi และ Estelle Chen นางแบบคนดังของ Victoria's Secret ที่ออกมาแสดงความจำนงถึงการต่อต้านแบรนด์
...
ไม่เพียงคนดังเท่านั้น แต่สื่อด้านแฟชั่นในประเทศจีนเองยังร่วมต่อต้าน D&G อาทิ Angelica Cheung บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศจีนก็ไม่ยอมรับการกระทำเช่นนี้ของสเตฟาโน่
2 ซุป'ตาร์จากไทยยังงง
"ใหม่ ดาวิกา" และ "มาริโอ้ เมาเร่อ" ที่บินลัดฟ้าเพื่อไปร่วมเดินแบบให้กับแฟชั่นโชว์นี้ก็เพิ่งชวดการเดินแคตวอล์ก สาเหตุมาจากกระแสแอนตี้แบรนด์ Dolce & Gabbana ที่กำลังมีอีเวนต์ใหญ่ ซึ่งทั้งสองคนก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าช็อกกับเรื่องที่เกิดขึ้น เสียดายที่ไม่ได้โชว์ แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของทุกฝ่าย
บทเรียน...มีเพื่อเรียนรู้และไม่ให้เกิดซ้ำ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ D&G ถูกโจมตีบนโลกอินเทอร์เน็ตจากการกระทำของเจ้าของแบรนด์ เพราะครั้งหนึ่ง Domenico Dolce และ Stefano Gabbana เคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ของอิตาลีไว้เกี่ยวกับ เด็กที่เติบโตขึ้นด้วยพ่อแม่เพศเดียวกันและกล่าวถึงเด็กที่เกิดจาก IVF ว่า "สังเคราะห์"
...
การให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้คนหลายกลุ่มไม่พอใจอย่างหนัก รวมถึงเซอร์เอลตัน จอห์น นักร้อง นักแต่งเพลงระดับตำนานของประเทศอังกฤษออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมว่า "คุณกล้าพูดถึงลูกๆ ที่สวยงามของฉันว่าเป็นเด็ก 'สังเคราะห์' ได้อย่างไร?"
หรือแม้แต่ครั้งที่อินสตาแกรมชื่อ @thecatwalkitalia ลงภาพ เซเลน่า โกเมซ ในชุดสีแดงสด สเตฟาโน่ ยังเคยเข้ามาคอมเมนต์ว่า "เธอไม่สวย" จนทำให้เกิดการประชันฝีปากกันอย่างดุเดือด พร้อมเกิดแฮชแท็ก #boycottdolcegabbana ไปแล้วครั้งหนึ่ง
หงายการ์ด "คนแฮกไอจี"
หลังจากเหตุการณ์ดราม่าตะเกียบและการโต้คารมณ์บนอินสตาแกรมเกิดขึ้น ทางแบรนด์โดนกระหน่ำผ่านหลากหลายช่องทาง แอคเคาน์หลักของ Dolce & Gabbana จึงออกมาชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า "อินสตาแกรมหลักของแบรนด์ และอินสตาแกรมส่วนตัวของสเตฟาโน่ถูกแฮก และยืนยันเคารพคนจีนและประเทศจีน"
ซึ่งก็ไม่น่าจะทัน เพราะบรรดาคนดังของจีนต่างคว่ำบาตรกันแล้ว
ต้องยอมรับว่าแบรนด์แฟชั่นขาดตลาดจีนไม่ได้
ด้วยจำนวนประชากรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจีน ทำให้คนจีนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก โดยเฉพาะกับสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อในประเทศตัวเอง หรือการบินออกไปซื้อยังประเทศต้นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภท เครื่องหนัง นาฬิกาข้อมือ กระเป๋า เครื่องประดับ และสินค้าแฟชั่นต่างๆ บวกกับค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ทำให้ชาวจีนมีกำลังซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น
ปัจจุบัน Dolce & Gabbana มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศจีนถึง 25 เมือง โดยการจับจ่ายใช้สอยแบรนด์หรูของจีนแต่ละปีนั้น รวมมีมูลค่าประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์อาจเติบโตต่อไปได้ยากหากขาดกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ...คนจีนมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากของแบรนด์ที่จะทำให้ผู้บริโภคกลับมาไว้ใจและเชื่อใจในแบรนด์อีกครั้งหนึ่ง
ทางออกของแบรนด์
เมื่อเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น สิ่งที่แบรนด์ควรทำตั้งแต่แรกคือกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจพร้อมแก้ไขสถานการณ์ดราม่าตะเกียบที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเจ้าของแบรนด์ออกมาตอบโต้ในเรื่องราวทำนองดูถูกนั้นทำให้ทุกอย่างดิ่งลงเหว
ยิ่งกับคำพูดของสเตฟาโน่ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงแบบขวานผ่าซากนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด มีแต่จะทำให้ประชาชนชาวจีนไม่สนับสนุนแบรนด์นี้อีกต่อไป สุดท้ายการแก้ไขปัญหาที่ออกมาบอกว่า "อินสตาแกรมโดนแฮก" ในกรณีนี้ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าแบรนด์ไม่จริงใจที่จะขอโทษ พร้อมทั้งยังโยนความผิดไปยังเทคโนโลยี...
คงต้องติดตามกันต่อไปว่าความสัมพันธ์ของแบรนด์ Dolce & Gabbana หรือผู้บริโภคแดนมังกรจะเป็นไปในทิศทางใด ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะอัพเดตให้ฟังกันต่อไปนะคะ...