สนามพระวิภาวดี วันสุดท้ายของเดือนที่ 9 ขอส่งท้ายเดือนด้วยคำสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ว่า “คนเราโดยมาก มีภายนอกและภายในไม่ตรงกัน เช่นภายนอกรักษามารยาทอันดีต่อกัน แต่ภายในคิดไม่ดีต่อกัน เช่นคิดทำร้ายประหัตประหารกัน หรือบางทีภายในใจไม่มีวัฒนธรรมเลย ทั้งที่ภายนอกแสดงว่ามีวัฒนธรรมต่อกัน เป็นการตีหน้าซื่อแต่ใจคด เรื่องเช่นนี้มีมานานแล้ว จนมีคำกล่าวมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ว่า สัตว์เดรัจฉานอ่านง่าย ส่วนมนุษย์อ่านยาก เพราะมีชั้นเชิงมากนัก เหมือนอย่างป่ารกชัฏ ไม่รู้ว่าสิงสาราสัตว์ซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง”
ส่วนพระเครื่องที่มาส่งท้ายเดือนกันยา องค์แรกคือ พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม นามฉายา ว่า “องค์คุณบุญส่ง” ที่ได้มาด้วยความงามขององค์พระที่โดดเด่น สู้ได้กับ “พระสมเด็จ” องค์ดังๆ โดยมีชื่อ ท่านพระธรรมจินดาภรณ์ หรือ ท่านเจ้าคุณจินดา วัดราชบพิธฯ เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ก่อนจำหน่ายต่อให้ เจ้าสัวประโพธ เปาโรหิตย์ มหาเศรษฐีนักนิยมพระสมเด็จฯ ใจใหญ่ จ่ายหนักแห่งยุค เมื่อราวปีกึ่งพุทธกาลในราคา ๓ พันบาท!!! ด้วย เชื่อว่ามีความสมบูรณ์งดงามเป็นที่สุดในแผ่นดิน
...
ต่อเมื่อมี โอกาสได้มาวางประชันกับ องค์ลุงพุฒ ปรากฏว่าสู้ไม่ได้ พระองค์นี้จึงถูกเก็บเงียบหายไป ออกมาเผยโฉมอีกที โดยมีผู้นำมาเสนอกับ เสี่ยมะลิ สงวนเรือง (พี่ลิใหญ่) ในสนามพระ ก่อนส่งผ่านถึงมือ เจ้าสัวบุญส่ง เสี่ยใหญ่ในสำเพ็ง และเก็บไว้นานมาก จนเป็นที่รู้จักในชื่อองค์ เสี่ยบุญส่ง
กาลต่อมา มีการเปลี่ยนมือเปลี่ยนชื่อเจ้าของอีกหลายครั้ง ก่อนจะเงียบหายไปยาวเลย ถึงเมื่อครั้งหลังสุดราว ๑๕ ปีที่ผ่านมา มีข่าวแพร่สะพัดว่าพระองค์นี้ โกอินเตอร์ไปอยู่กับเศรษฐีฮ่องกง ที่นิยมชมชอบพระเครื่องไทย ในราคา ๒๐ ล้าน แล้วก็เงียบหายไปอีก
ถึงวันนี้มีข่าวว่ามีคนสนใจไปตามกลับบ้าน แต่ยังไม่สำเร็จ จึงนำภาพมาลงตามที่แฟนคลับพระสมเด็จเรียกร้อง และลุ้นว่าพระจะได้กลับมาเมืองไทยไหม--สีกาอ่าง ขอลุ้นด้วยคนเจ้าค่ะ
ต่อไปคือ พระรอด พิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน ลำพูน ขุนพลพระสกุลลำพูนองค์นี้ของ เสี่ยโจ๊ก ลำพูน เจ้าถิ่นตัวจริงอีกคนของวงการ
องค์นี้ เป็นพระแท้ สภาพน่ารัก น่าใช้ ด้อยความงามไปนิดตรงส่วนปีกเนื้อด้านบนโดยรอบ ที่ดูเหมือนเลือนหายไปถึงปลายซุ้มใบโพธิ์ ดูผ่านๆเหมือนไม่เต็มฟอร์ม สอบถามได้ความว่า เป็นเพราะเดิมพระองค์นี้มีเลี่ยมทองอัดข้างด้วยขี้ผึ้งมานาน น้ำมันขี้ผึ้งจึงซึมเข้าองค์พระ เมื่อแกะออกปีกเนื้อด้านบน ที่โดนน้ำมันซึมเข้ามาก จึงร่อยหลุดไปบ้าง แต่ก็เข้าไม่ถึงพิมพ์พระ ไม่ถือเป็นความชำรุด
เพราะเมื่อส่องชัดๆ พิมพ์พระยังอยู่ครบสมบูรณ์ จึงถือเป็นพระดูดี มีเสน่ห์โชว์ได้ ใช้ดีเยี่ยม ที่ราคาน่าจะพอจ่ายไหว
...
องค์ที่สามคือ พระหริภุญไชยยืน ศิลปะสมัยทวารวดีกรุวัดมหาวัน อ.เมือง ลำพูน จากบันทึกการขุดพบพระรอด ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๕-๔๕ สมัย เจ้าหลวงเหมพินธุไพจิตร ปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์เดิม ที่เหลืออยู่เพียงซากปรัก
หักพัง โดยสร้างองค์ใหม่ขึ้นครอบองค์เดิม
ถึงครั้งหลังสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ ระบุว่านอกจาก พระรอด เป็นพระหลักแล้วยังได้พบพระร่วมกรุ ซึ่งล้วนเป็นพระสกุลลำพูนอีกมากมายหลายชนิด เช่น พระคง พระบาง พระเลี่ยง พระสาม พระสิบ พระสิบเอ็ด พระสิบสอง พระงบน้ำอ้อย พระกล้วย พระกวาง (พระแผงขนาดใกล้เคียงพระสิบสอง และมีรูปกวางหมอบ) หมายถึง ปางปฐมเทศนา พระแผ่นทองคำ (เป็นแผ่นดุนทองคำบางๆ ซ้อนเป็นตับติดกันแน่น)
นอกจากนี้ ยังได้เศียรพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดย่อม ศิลปะทวารวดี เศียรเทวรูปเนื้อผงหิน มีคราบดำ รูปพระฤๅษี รูปเทพธิดา รูปคนธรรพ์ และรูปรากษส (คล้ายรูปอินเดียนแดง)
กระทั่งมีการขุดค้น ปี พ.ศ.๒๕๐๖ บริเวณพื้นที่ด้านหลังทางทิศใต้ของพบพระรอดเป็นระยะ แต่นานๆจะได้สักองค์ โดยมีผู้ร่วมในการขุดค้นครั้งหลังนี้ เล่าว่าบางทีนานแรมเดือนจะได้เจอองค์สมบูรณ์สักองค์ ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนพระชำรุด รวมทั้งแผ่นดุนเงินบางๆ ซ้อนติดกันแน่นเป็นตับ กับพระพิมพ์ยืนสมัยหริภุญไชย ศิลปะทวารวดี ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์จำนวน ๕ องค์
กับสภาพชำรุดจำนวนหนึ่ง องค์ในภาพนี้เป็นของ ส.จ.บอม เมืองน่าน ที่นับเป็นภาพแรกที่ได้เห็นในสนามนี้ ปัจจุบันเป็น ๑ พระหลักยอดนิยมสกุลลำพูนที่หายากสุดๆ ราคาค่าความนิยมอยู่ที่หลักล้านบวกลบ
...
ต่อไปคือ พระขุนแผน พิมพ์ใหญ่ กรุโรงเหล้า อ.เมือง อยุธยา พระพิมพ์สกุลขุนแผนเคลือบ แต่ ไม่มีเคลือบ ค้นพบในการปรับปรุงขยายพื้นที่สร้างโรงเรียนฝึกหัดครู หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๕
ขณะคนงานปรับเกลี่ยพื้นดิน บริเวณพระอุโบสถ วัดร้างที่ชาวบ้านเรียกวัดสิงห์ทลาย ซึ่งอยู่ด้านหลังโรงงานผลิตเหล้า ซึ่งเต็มไปด้วยซากอิฐหินปูนที่ถมทับ ต้องขุดลึกลงไปประมาณ ๑ เมตร ได้พบ พระขุนแผน ทั้ง พิมพ์ใหญ่เนื้อขาวใบลาน และ พิมพ์เล็กแขนอ่อนเนื้อขาวอมชมพู รวมราว ๑,๐๐๐ องค์
จึงนำออกให้ผู้ร่วมงานและผู้สนใจเช่าบูชากันไปองค์ละไม่เกิน ๑๐ บาท ๑ ในจำนวน ๑,๐๐๐ องค์นั้นคือองค์นี้ ของ เจ้าสัวอิทธิ ชวลิตธำรง ที่ปัจจุบันมีราคาค่าความนิยมอยู่ที่หลักหลายแสนเชียว.... องค์ต่อมาเป็น พระพุทธรูป พุทธศิลป์สมัยอังวะ ประเทศพม่า (เมียนมา) ของ เสี่ยหนึ่ง เชียงราย
...
อาณาจักรอังวะในยุครุ่งเรือง มีอำนาจปกครองแผ่นดินตอนเหนือของพม่า เทียบอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ตรงกับสมัยแผ่นดินสุโขทัยของเรา ซึ่งอยู่ในยุคสงบร่มเย็น
แต่อาณาจักรอังวะเป็นยุคที่ต้องทำสงครามแผ่อำนาจปกครอง รวบรวมแผ่นดิน เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงสุขปนทุกข์ งานพุทธศิลป์ ที่กำเนิดในสมัยนี้ จึงได้รับการถ่ายทอดแสดงออกถึงความงดงามอย่างเข้มขลังอลังการ เกิดเป็นงานศิลปะมีชีวิตด้วยอารมณ์ศิลปิน
ซึ่งชาวพม่า ที่มีความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนารู้คุณค่า แสวงหาสะสม เช่นเดียวกับพระพุทธรูป พุทธศิลป์สมัยสุโขทัย ของเรา ที่มีความอ่อนช้อยงดงามแสดงถึงความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองที่ปราศจากศึก สงคราม
ไม่แน่ใจว่าราคาค่าความนิยมจะสูงเทียบกันได้หรือไม่ แต่พิจารณาจากความสมบูรณ์งดงามของพระพุทธรูปองค์นี้ ของ เสี่ยหนึ่ง เชียงราย มั่นใจมีคุณค่าสูงในความภาคภูมิไม่แพ้กัน
ต่อด้วยพระกริ่งสวนเต่า นั่งอุ้มบาตร พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ ของ เสี่ยเกี๊ยก ทวีทรัพย์ อีกองค์ ที่ดูเหมือนคู่แฝดกับองค์ที่ลงไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
แต่พิจารณารายละเอียดมีความแตกต่าง ที่เห็นชัดคือ ฐานด้านหลัง องค์นี้เป็น บัวรอบ ไม่มี แท่นเรียบยกสูงตรงกลาง อย่างองค์ก่อน พิจารณาพุทธศิลป์มีรายละเอียดงดงาม ที่คู่ควรกับการศึกษาจดจำเป็น องค์ครู ทั้งคู่
ตามมาด้วย เขี้ยวเสือแกะ หุบปาก ล.พ.ปาน วัดคลองด่าน อ.คลองด่าน สมุทรปราการ ของ เสี่ยโฆสิต ธีรศรีศุภร
เป็นเขี้ยวขนาดกลาง ที่แกะเป็น เสือหุบปาก ผิวเขี้ยวมีริ้วรอยสัมผัสใช้ช้ำ อักขระลบเลือนไปบ้าง แต่ก็ยังดูงามฉ่ำมีน้ำมีนวล อย่างที่นักนิยมเครื่องรางของขลังบอกว่ายังมี มนตราอาคม เข้มขลังไม่เสื่อมคลาย
สุดท้ายคือเป็น พระใหม่ ที่นานๆ จะสร้างออกมา คือ พระพุทธมงคลนาคโมลี พุทธศิลป์ร่วมสมัย ปางนาคปรก วัดแค ต.รั้วใหญ่ สุพรรณบุรี เพื่อหารายได้เป็นทุนสร้างหอสวดมนต์ เป็นพระบูชาขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ๕ นิ้ว ๓ นิ้ว และ พระกริ่ง ขนาด ๓.๙ ซม. เนื้อทองคำ เงิน สำริด โดยโรงหล่อเอเชียไฟน์อาร์ท ที่ทำงานได้สวยเนี้ยบ
ออกแบบองค์พระเป็น ปางนาคปรก พุทธศิลป์ร่วมสมัยที่มีความงามอย่างวิจิตร ถือได้เป็น พระพุทธรูปปางนาคปรก ที่มีครบทั้งพุทธศาสตร์และพุทธศิลป์ เหมาะสมกับการเป็นพระบูชาประจำบ้านเรือน ที่ทำงาน สถานการค้า
และที่สำคัญคือ จัดสร้างโดย วัดแค ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน เป็นแหล่งรวมสรรพวิชาอาคมขลัง ดังเรื่อง หลวงตาคง เจ้าอาวาส สอนวิชาเสกใบมะขามเป็นตัวต่อตัวแตนให้ ขุนแผน
ซึ่งยังมีหลักฐานเป็นต้นมะขามดังกล่าวที่ยังมีอายุยืนตระหง่าน ใหญ่ยักษ์ขนาด ๙ คนโอบอยู่กลางลานวัด ถึงทุกวันนี้
ผู้สนใจร่วมกุศลร่วมสร้างหอสวดมนต์ครั้งนี้ นอกจากจะได้อานิสงส์แห่งบุญกุศลดลบันดาลให้พ้นทุกข์ โศก โรคภัย คิดสิ่งใดได้สมปรารถนาแล้ว ยังได้พระพุทธรูปปางนาคปรก ที่มีความงดงามของพุทธศิลป์เป็นที่สุดแห่งยุค สนใจทำบุญบูชา ติดต่อได้ที่วัดแคโดยตรง โทร.08-7000-0183, 08-0391-6969 ไลน์ watkae
ลาเดือนกันยายนด้วยเรื่องปิดท้าย ของ เสี่ยสรวิทย์ นักการตลาด วัย ๓๐ ปี ที่กำลังมีความสนใจศึกษาสะสมพระเครื่อง อย่างแรงส์ แต่พอเข้าสนาม สอบถามราคาพระเครื่องที่ชอบ ก็แพงจนไม่กล้าซื้อ ด้วยความอยาก ได้ ก็นึกได้ว่า ที่บ้านพ่อ อยุธยา มีพระเครื่องของขลังของคุณปู่เก็บอยู่เยอะ
เมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ก็เลยขับรถพาลูกเมียกลับไปเยี่ยมพ่อ เจอหน้ากันก็ดีใจ เมียกับแม่ก็จูงมือไปคุยกันอย่างถูกคอ ลูกก็ตื่นเต้นกับลานบ้านกว้างใหญ่ ไปวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
เสี่ยสรวิทย์ จึงได้โอกาสเลียบเคียงถามพ่อถึงสมัยปู่ว่า ท่านเป็นนักเลงเก่าคงมีพระเครื่องของขลังใช้เยอะ พ่อก็บอกว่าเห็นมีเก็บไว้ในห้องพระเยอะเหมือนกัน
ลูกฟังแล้วก็ตาวาวมีความหวังขึ้นทันที พยายามถามต่อว่า แล้วมีองค์ไหนที่ปู่เชื่อว่ามีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์แบบเจ๋งๆเล่าให้พ่อฟังบ้างไหม
พ่อนึกอยู่ชั่วครู่ ก็บอกว่ามีอยู่เรื่องเดียว ที่ปู่แกเคยเล่าว่า ตอนปู่ไปจีบย่าแก ที่เป็นนางงามจังหวัด มีหนุ่มๆไปจีบแข่งอยู่ถึง ๓ คนรวมปู่แก ที่มีคุณสมบัติด้อยสุด เพราะรูปก็ไม่หล่อ ฐานะก็ไม่ดี ต่างจากอีก ๒ คนที่เป็นลูกเจ้าของโรงสีกับลูกนายอำเภอ
และนอกจากจะมีคุณสมบัติเหนือกว่าแล้ว ยังมีของดีเป็นตัวช่วยอีก โดยเสี่ยโรงสีใช้ พระขุนแผน วัดบ้านกร่าง ส่วนลูกนายอำเภอมี พระนางเสน่ห์จันทร์ แต่ปรากฏว่า ปู่แกชนะ ได้ย่ามาเป็นเมีย
เสี่ยสรวิทย์ ร้องเฮ ตบมือดีใจ แล้วถาม แล้วปู่ใช้พระอะไร พ่อกำลังจะตอบ ก็พอดีมีเสียง คุณย่า ที่นอนอยู่ในห้องตอบแทนว่า ปู่แกไม่ใช้พระ ไม่ลงทุนอะไรเลย ฉุดย่ามาเฉยๆ เลยจ้า--เอวัง เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง