กีฬา
100 year

รู้จักแนวทางการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ป้องกันดาบสองคม สังคมออนไลน์

ข่าวประชาสัมพันธ์28 ก.ย. 2561 14:01 น.
SHARE

“โพสต์” และ “แชร์” 2 พฤติกรรมบนโลกออนไลน์ที่ใครหลายคนก็ทำกันอยู่เป็นประจำ เพราะทุกวันนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จักโซเชียลมีเดียอีกต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกยุคปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน โลกดิจิทัลทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว แต่สิ่งนี้ก็เป็นทั้งเครื่องมือที่มีประโยชน์และมีโทษที่ควรระวัง โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่หากเผยแพร่สู่สาธารณะแล้วอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อองค์กร

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ มีการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้เจตนา เช่น “ญาติผู้ป่วยแอบถ่ายภาพหมอขณะตรวจคนไข้” หรือ “พยาบาลถ่ายเซลฟี่ตัวเองร่วมกับผู้ป่วยที่มารับบริการ” เป็นต้น ซึ่งข่าวคราวการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยทั้งจากบุคลากรด้านสุขภาพละเมิดสิทธิผู้ป่วย หรือบางกรณีก็เป็นญาติผู้ป่วยละเมิดสิทธิของแพทย์ผู้ทำการรักษา ได้กลายเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น และเกิดเป็นข้อถกเถียงฟ้องร้องกันถึงแนวทางในการปฏิบัติ

หลักในการรักษาความลับของผู้ป่วย (confidentiality) เป็นหลักการทางจริยศาสตร์สากลที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ และค่อนข้างมีลักษณะเดียวกันในทุกประเทศทั่วโลก อาจจะแตกต่างกันบ้างในส่วนของกฎหมายที่บัญญัติข้อยกเว้นต่างๆ ซึ่งทำให้แพทย์สามารถเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยได้ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการระบุถึงสิทธิข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลไว้ในมาตรา 7 ของ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และกฎหมายได้รับรองสิทธิข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายมิได้ และยังได้บัญญัติถึงข้อยกเว้นกรณีที่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพอาจเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้คือต้องได้รับความยินยอม

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงได้จัดทำ “แนวปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พ.ศ.2559” เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งการใช้งานทางวิชาชีพและการใช้งานส่วนตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย วิชาชีพ หรือระบบสุขภาพโดยรวมได้

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แนวปฏิบัตินี้ได้วางหลักการสำคัญในเรื่องการคุ้มครองความลับ (confidentiality) และความเป็นส่วนตัว (privacy) ของข้อมูลผู้ป่วย รวมไปถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและข้อมูลสารสนเทศ (information security) เพื่อระวังไม่ให้การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ละเมิดความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งทุกหน่วยงานและองค์กร รวมไปถึงประชาชนทุกคนสามารถนำแนวปฏิบัตินี้ไปปรับใช้กับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของตนเองได้ด้วย

โดย หลักทั่วไปในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ประกอบด้วย 1.เคารพกฎหมายทั้งในวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 2.เคารพในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ 3.เคารพในกฎระเบียบและนโยบายขององค์กรที่ตนปฏิบัติงาน 4.เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลีกเลี่ยงการทำให้ผู้อื่นเสียหายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 5.มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางวิชาการแต่ต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อความเห็นและสอดคล้องกับหลักการในแนวปฏิบัติ 6.รายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ หากรับรู้ถึงการใช้ที่ไม่เหมาะสม เพื่อหยุด แก้ไข หรือรายงานให้หน่วยงานที่ดูแลรับทราบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ มีหัวใจสำคัญอยู่บนหลักการคำนึงถึง “สิทธิของผู้ป่วยและจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ” เพื่อให้แต่ละหน่วยงาน และผู้ปฏิบัติงานได้ฉุกคิดก่อนจะสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก “คิดก่อนโพสต์” (Pausing Before Posting) “เช็กก่อนแชร์” (Fact Checking before Sharing) “มีพฤติกรรมออนไลน์อย่างเหมาะสม” (Appropriate Behaviors Online) เพื่อปกป้องคุ้มครองและป้องกันการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นด้วย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เช็กก่อนแชร์คิดก่อนโพสต์สื่อสังคมออนไลน์ชีวิตประจำวันสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED