ระยะนี้ รายการ สนามพระวิภาวดี ของท่านผู้ชม มีเหตุต้องสัญจรไปเปิดสนามอยู่นอกเมืองไทยบ่อยๆ อาทิตย์นี้ ก็มารายงานอยู่ที่ญี่ปุ่น จากอาทิตย์ก่อนๆ ที่ส่งมาจากปักกิ่ง และสิงคโปร์ แต่ไม่ว่าที่ไหน ก็ได้เห็นว่า ศาสนาพุทธ จะแบบ มหายานหรือหินยาน ก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจของชาวพุทธอย่างเหนียวแน่น เห็นจากตามวัด อาราม มีผู้คนหลั่งไหลไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งรูปเคารพที่จำลองจากพระพุทธเจ้าตลอดเวลา
เปิดสนามกันด้วย ธรรมะคำสอน ของ หลวงพ่อ พุทธทาส ที่สั้นๆง่ายๆ ถ้าเรื่องที่เขาว่าเรา จริง ก็ไม่ต้องไปโกรธ เพราะเรื่อง มันจริง ถ้าเขาว่าเราไม่จริงก็ ไม่ต้องโกรธ เพราะเรื่องมันไม่ แค่นี้ก็จบ
...
ไปดูกันต่อว่า วันนี้มีพระเครื่องของใครบ้าง รายการแรกคือ พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ กรุวัดนางพญา อ.เมือง พิษณุโลก องค์นี้เป็นพระดี มีระดับ แท้ดูง่าย และสวยด้วย
พระแบบนี้ ดูยังไงก็ไม่เบื่อ เพราะแต่ละองค์มีรายละเอียดแตกต่าง อย่างที่นักนิยมพระยุคเก่าบอกกันมาว่า พระดีองค์เดียว ดูตลอดชีวิตยังไม่รู้เบื่อ เพราะ “ฟิลลิ่ง” ต่างกัน บางองค์ดูแล้วอิ่มอกอิ่มใจ ได้อารมณ์ศิลป์ บางองค์ดูแล้วขนลุก รู้สึกสัมผัสได้ถึงความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ หลายองค์ดูสวยละมุนสูงค่าน่าสะสม
อย่าง พระนางพญา องค์นี้ของ พ.ต.อ.วุฒิวัฒน์ รักษาชาติ ดูงดงามอร่ามตา เพราะพิมพ์พระที่ชัดเจน จากการกดพิมพ์ที่ลึกแบบสุดพิมพ์ ทุกเส้นศิลป์ติดเต็ม เนื้อพระแน่นเนียนนุ่ม คราบฝ้ารากรุ ก็มีให้เห็นในซอกส่วนลึกสมบูรณ์ครบสูตร แสงเงาจากเนื้อในดู นวลตาน่าชม--มีเสียคะแนนนิ้ดดด ที่ผิวเนื้อมีริ้วรอยสัมผัสใช้ให้เห็น แต่ก็เพียงผิวๆสิวๆ เพราะยังเห็นพิมพ์พระเด่นชัด
องค์ที่สองคือ พระร่วงนั่งหลังลิ่มกรุวัดช้างล้อม อ.สวรรคโลก สุโขทัย ซึ่งเป็นกรุที่ค้นพบครั้งแรก พระกรุนี้ส่วนใหญ่มีผิวดำทั้งองค์ และซอกพระกรขวามักจะทะลุเป็นส่วนมาก
ต่อมาพบที่ กรุแก่งสาระจิต เป็นพระพิมพ์เดียวเนื้อเดียวกัน แต่มีผิวเป็นปรอทขาว ทุกองค์ ต่อมายังค้นพบ ได้ในกรุพระอีก ๒-๓ แห่ง
องค์นี้ของ เสี่ยพิภู ชัยชยะกุล เป็นพระผิวดำแบบแขนตัน ที่พบเป็นส่วนน้อยของกรุ ไม่ใช่พระสวยสุด เท่าที่เคยเห็นมา แต่เป็นพระ สวยเท่ มีเสน่ห์ คลาสสิก ที่ยากจะได้เจอ เพราะพิมพ์พระที่ลึกจัดชัดเจน ดูงามสง่าสมลักษณะพุทธศิลป์สมัยอู่ทองหน้าแก่
ฟอร์มองค์ที่สมบูรณ์ไม่แอ่นงอ สึกกร่อน เส้นศิลป์ที่งดงามสม่ำเสมอ ผิวเนื้อเนียนตา ด้วยสนิมดำ (ตีนกา) บอกอายุความเก่าอย่างเป็นธรรมชาติ ด้านหลังร่องลิ่มลึกเสมอกัน ปรากฏเส้นเสี้ยนแนวตั้งชัดเจน--เป็นพระสไตล์ที่คนชอบพระที่ยิ่งดูยิ่งมัน ถูกใจมาก
...
อีกสำนัก คือ พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ กรุวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม หรือ วัดตาเถรขึงหนัง อ.เมือง สุโขทัย วัดร้างที่มีบันทึกว่าสร้างในสมัยสุโขทัยยุคปลาย ราวปี พ.ศ.๑๙๔๖ พร้อมสร้างพระพิมพ์นี้บรรจุไว้เป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ.๑๙๔๗
พิจารณาจากพุทธศิลป์ ที่จำลองความงามของพระพุทธรูปพุทธศิลป์สุโขทัยบริสุทธิ์ มาเป็นพระพิมพ์ได้อย่างงดงามสมบูรณ์ บอกชัดว่าเป็นระดับงานศิลป์ ฝีมือช่างหลวง ซึ่งมีหน้าที่สนองงานพระมหากษัตริย์
เมื่อเปิดปูมประวัติศาสตร์ถึงปี พ.ศ.ดังกล่าว ปรากฏพระนามเป็นสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่๓ (พระเจ้าไสลือไทย) จึงเชื่อได้ว่า พระนางเสน่ห์จันทร์ ที่กรมศิลปากร ค้นพบจากการเปิดกรุอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ เป็นอีกหนึ่งพระพิมพ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงจัดสร้าง
หักลบตัวเลขแล้ว มีอายุสมัยสูงกว่าพระพิมพ์นางพญาอื่นใด เรียกว่าเป็น ต้นแบบพระพิมพ์นางพญา ก็ได้ แต่เสียโอกาสที่ค้นพบได้ภายหลัง ความนิยมราคาจึงเป็นรอง
แต่ด้านพุทธคุณ คนเมืองสุโขทัยบอกครบเครื่องไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม การันตีว่าเหนือชั้นกว่าเยอะ
จุดพิจารณาสำคัญของพระกรุนี้ นอกจากความคมชัดของพิมพ์พระ จุดตำหนิลี้ลับตามตำราแล้ว ต้องพิจารณา คราบกรุหินปูนสีขาว ที่ต้องมีเกาะแน่นที่ใดที่หนึ่ง อย่างที่เห็นอยู่ในองค์นี้ของ เสี่ยปรีดา คูวิบูลย์ศิลป์ ที่เป็นพระสวยสภาพเดิมๆ ที่เห็นแล้วชื่นตาชื่นใจ
...
องค์ที่ตามมาคือ พระถ้ำเสือ พิมพ์ตุ๊กตา กรุเก่าวัดเขาถ้ำเสือ อ.อู่ทอง สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อเป็นเมืองแห่งพระกรุพระเก่าของแผ่นดิน
เพราะพบกรุพระมากสุดกว่าจังหวัดอื่น พุทธศิลป์ก็มีครบทุกยุคสมัย ที่มี ชื่อเสียงสูงสุดก็ต้องเป็น กรุพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุที่ค้นพบ พระผงสุพรรณ พระมเหศวร พระปทุมมาศ พระกำแพงนิ้วกำแพงศอก และอื่นๆ กรุวัดบ้านกร่าง กรุบ้านพลูหลวง กรุวัดลาวทอง กรุวัดหนองแจง และอื่นๆอีกเพียบ
รวมถึง พระกรุ วัดเขาถ้ำเสือ อ.อู่ทอง ที่มีชาวบ้านค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๐ ลักษณะเป็น พระเนื้อดินพิมพ์นั่งปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยาล้ออู่ทองทวารวดี
เข้าใจว่าเป็นพระที่ พระฤๅษี สร้าง เพราะถ้ำดังกล่าวเคยเป็นที่พำนักปฏิบัติธรรมของฤๅษี และลักษณะองค์พระเป็นแบบเรียบง่ายอย่างฝีมือชาวบ้าน
แต่ปรากฏอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ด้านคุ้มครองป้องกันภัยสูงมาก โด่งดังสุดครั้งสงครามอินโดจีน เมื่อชาวเมืองสุพรรณถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารถูกยิงเป็นห่าฝน ก็แคล้วคลาด ที่โดนกระสุนล้มคว่ำล้มหงาย ก็ไม่เข้าเนื้อ รอดตายกลับบ้านเยอะ
พอเอาของดีมาอวดมาโชว์ พบว่าที่มีติดตัวกันมากสุดเป็น พระมเหศวร กับ พระถ้ำเสือ ทำให้มีชื่อเสียงเลื่องลือไล่เรียงเคียงคู่กันมา เป็นที่แสวงหากันมาก
แต่ก็มีการค้นพบพระลักษณะเดียวกันได้ในเวลาต่อมาอีกหลายครั้ง อย่างในถ้ำเขาพระเขาวงพาทย์ วัดหลวง ครั้งหลังสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ ที่ วัดเขาดีสลัก รวมมีจำนวนพระมากมายแบบพิมพ์หลากหลาย แยกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์จิ๋ว องค์ในภาพของ เสี่ยตู้ อู่ทอง เป็นพระกรุเก่า พิมพ์นิยม แท้ดูง่าย แต่หายาก ที่สำคัญสวยมากด้วย
...
องค์ต่อไปเป็น พระกริ่งสวนเต่า พิมพ์สมาธิ ร.๕ อีกพิมพ์นิยมในสกุลพระชั้นสูง เพราะเป็นพระที่พระมหากษัตริย์ทรงประกอบพิธีเททองสร้าง ในพระบรมมหาราชวังอย่างแท้จริง--เรียกภาษานักนิยมพระว่า พระดีพิธีหลวง
องค์นี้ เสี่ยเกี๊ยก ทวีทรัพย์ ส่งภาพมาให้แฟนคลับได้เปิดตา ศึกษาพระหายาก เพราะถามย้ำแล้ว ยืนยันไม่ขาย เพราะรู้ซึ้งถึงคุณค่าว่า พระดีๆหายากกว่าเงิน
ถัดไปเป็น เหรียญหล่อจอบเล็กเปียกทอง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อ.โพทะเล พิจิตร ซึ่งติดระดับ พระดี พรีเมียม ขนานแท้ เพราะนอกจากเป็นพระยอดนิยม ราคาหลักล้าน ที่สวยแซ่บ มีความสมบูรณ์งดงามแบบไร้ที่ติ หาองค์สู้ยากแล้ว องค์นี้ของ กำนันมานะ คงวุฒิปัญญา ยังเป็นพระที่มีการทำกะไหล่ทอง (แท้) เคลือบเนื้อโลหะเต็มทั้งหน้า-หลัง มาแต่เดิม (หลังการเทหล่อ) ซึ่งถึงวันนี้ ก็ยังมีความสมบูรณ์ของเนื้อทองอยู่แบบเต็มร้อย แบบนี้ที่เขาว่า เหนือ ฟ้ามีฟ้า
อีกสำนัก ขอเสนอ พระวัดพลับ พิมพ์ป๊อปอาย สมเด็จพระญาณสังวร (สุก ไก่เถื่อน) วัดราชสิทธาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ ของ เสี่ยคิง พรหมมณี
รุ่นนี้จัดเป็น ๑ ใน พระพิมพ์เนื้อผงพุทธคุณยอดนิยม พุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ ราคาหลักแสน
แต่ถึงวันนี้ยังมีความขัดแย้งเรื่องผู้สร้าง ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ นักนิยมพระเครื่องฝ่ายหนึ่งเชื่อตามความคิดเห็นดั้งเดิมว่า สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) สร้างบรรจุไว้ ครั้งครองตำแหน่งเจ้าอาวาส
กับอีกฝ่ายที่มีความคิดเห็นใหม่เมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๒๐ ว่าน่าจะเป็นพระที่ หลวงตาจันทร์ พระภิกษุลูกวัด ชาวเขมร เป็นผู้สร้าง เพราะพระในวัดที่มีอาวุโสสูง ได้ฟังจากคนมีอายุอยู่ทัน เล่ามาอีกทีว่าเห็นในระหว่างเข้าพรรษา เห็น หลวงตาจันทร์ กดพิมพ์พระใส่กระด้งออกผึ่งแดด เต็มลานรอบพระอุโบสถ พอแห้งก็เก็บใส่ปี๊บขนมปัง ตั้งซ้อนสูงท่วมกุฏิ
แต่ต่อมาก็มีข้อสังเกตจากอีกฝ่ายมาแย้งว่าพิจารณาจากรูปแบบพิมพ์พระ ซึ่งมีความงดงามเรียบง่ายอย่างคลาสสิกแล้ว เข้าใจได้ว่าน่าจะเป็นฝีมือช่างหลวง โดยเฉพาะในส่วนพระเศียรบนสุด หลายพิมพ์มีปมจอมขึ้นรองรับเปลวรัศมีอยู่อีกชั้นหนึ่ง บอกได้ว่าเป็นพระชั้นสูง
และพระสกุลนี้ก็แตกกรุออกมาจากองค์พระเจดีย์ใหญ่ ซึ่งพระลูกวัดจะทำพระบรรจุโดยพลการคงเป็นไปไม่ได้ แต่ในเมื่อมีหลักฐานว่า หลวงตาจันทร์ เป็นพระลูกวัดที่มีความใกล้ชิดสมเด็จฯท่าน ก็เป็นไปได้หรือไม่ว่าสมเด็จฯท่านเป็นผู้ดำริสร้าง โดยให้ หลวงตาจันทร์ ดำเนินการ ซึ่งหลายฝ่ายก็ว่าก็ฟังดูดีมีเหตุผล--จึงเอามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อพิจารณาหาข้อยุติกันต่อไป สำหรับข้าพเจ้าเชื่อว่า ใช่ทั้งสองฝ่าย
รายการสุดท้ายคือ เหรียญนาคปรก ๘ รอบ พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงปู่ทิมวัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย ระยอง
ตรงนี้มีแฟนคลับขอทราบประวัติของท่านมา ก็เล่าอีกทีนิดนึงว่า หลวงปู่ทิม กำเนิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๒ ที่ อ.บ้านค่าย อุปสมบท ณ วัดละหารไร่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙ พระ ครูขาว วัดทับมาเป็น พระอุปัชฌาย์ ได้นามฉายา (อิสริโก)
อยู่จำพรรษา ๑ พรรษา จึงออกธุดงค์ศึกษาหาความรู้ จากวัดไปเป็น ๓ ปี ได้วิชากับพระเกจิอาจารย์ ฆราวาสหลายท่าน ก่อนไปจำพรรษาอยู่วัดนามะตูม จ.ชลบุรี
เมื่อท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ ได้รับความศรัทธาจากชาวบ้าน ด้วยวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด สำรวม สมถะ ที่สำคัญท่านเป็นพระนักพัฒนา จึงได้เป็นเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ.๒๔๗๘ ด้านวิชาพุทธาคม ท่านสืบทอดวิชาตำรับ หลวงปู่สังข์เฒ่า วัดเก๋งจีน ผู้สร้างวัดละหารไร่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ของท่าน
ท่านดำรงสมณเพศอย่างสำรวม ตลอดเวลากว่า ๕๐ ปี ฉันอาหารเจ วันละมื้อ ไม่เคยฉันเนื้อสัตว์ แม้แต่น้ำปลายังไม่ฉัน
ท่านได้สร้างพระเครื่องของขลังวัตถุมงคลไว้มากมายหลายรุ่นหลายแบบ ล้วนมีชื่อเสียง ได้รับความนิยมแสวงหากันมาก กล่าวได้ว่าเป็นพระเครื่องของขลัง พระเกจิอาจารย์ยุคหลัง ๒๕๐๐ ที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยมสูงสุด มีราคาสูงสุด--อย่างพระกริ่งชินบัญชร เหรียญรุ่นแรก พระขุนแผนผงพรายกุมาร และวัตถุมงคลรุ่นแซยิด ๘ รอบ ซึ่งมี เหรียญนาคปรก แบบนี้ของ เสี่ยจิระเดช สุคนธมาน เป็น ๑ ในนั้น
ลากันด้วยเรื่องปิดท้าย ของ เจ๊ดา เจ้าของร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ในเมืองกาญจน์ ซึ่งมีสามีเป็นนักเที่ยว ทำให้ เจ๊ดา กลุ้มใจ เครียดมาก จนต้องหาหมอขอยาคลายเครียดกิน เพื่อนๆก็ปลอบใจ แนะนำวิธีแก้เครียดก็ยังไม่หาย สุดท้าย เพื่อนบอกว่าให้พึ่งธรรมะ ปฏิบัติธรรมซะ
ไม่กี่เดือนผ่านไป เจ๊ดา นัดเจอเพื่อนๆ และทำให้ทุกคนแปลกใจ เพราะกลายเป็นคนละคน จากที่หน้าหมองทุกข์ ก็กลายเป็นคนยิ้มแย้ม เพื่อนๆก็ดีใจทักว่า ตั้งแต่ไปเข้าวัดเข้าวาพึ่งธรรมะหน้าตาแจ่มใสมาก
เจ๊ดา พยักหน้า ยิ้มอย่างมีความสุข ขอบอกขอบใจเพื่อนที่แนะนำ และบอกว่า ธรรมะไม่ได้ดีเฉพาะตัวฉันแต่ดีกับสามีด้วย แค่ขับรถไปส่งที่วัดสองสามครั้ง สามีก็ติดใจ เลิกเที่ยวหันหน้าเข้าวัด ฟังธรรมะมากกว่าชั้นอีก เพราะชั้นไปแค่อาทิตย์ละครั้ง แต่สามีไปทุกวันเลย
เพื่อนๆฟังก็พลอยดีใจ บอกอย่างนี้ต้องยกความดีให้พระท่าน คงสอนธรรมะดี เจ๊ดา ตอบว่า ชั้นก็ว่างั้น ตอนนี้ท่านบอกบุญอะไรมา ชั้นทำหมด คุยกันแล้วก็แยกย้ายอย่างสบายใจหายห่วง
จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านไป ๓ เดือน เจ๊ดา เพิ่งได้มาเจอเพื่อนอีกครั้ง แต่สีหน้าเครียดจัด เพื่อนเห็นก็แซวว่า ทำไมมาครั้งนี้หน้าเครียดอีกล่ะ หรือสามีตบะแตก เลิกฟังธรรมะกลับไปฟังนักร้องอีกแล้ว
แค่นั้นเอง เจ๊ดา ของขึ้น ปรี๊ดทันที ตอบว่า มันก็ไปเรียนธรรมะเหมือนเดิม แต่ดันไปทำอาจารย์ที่สอนท้อง เพื่อนฟังก็ตกใจ ท้องได้ไง พระอาจารย์เป็นพระ เจ๊ดา หน้าหงิก ตอบว่า ชั้นก็มารู้ทีหลังว่ามันไม่ได้ไปเรียนกับพระ แต่ไปเรียนกับ She ที่ไปสอนปฏิบัติธรรม มิน่าขยันไปทุกวัน--เอวังเจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง