เวลาที่ครูเคทเจอเด็กๆ ที่เรียนไม่เก่ง หรือพูดจาไม่ค่อยจะเฉลียวฉลาดสักเท่าไร ก็มักจะรู้สึกสงสารทุกครั้ง ที่สงสารนี่ไม่ได้ดูถูกว่าเด็กไม่ฉลาดนะคะ แต่กลับกัน ที่สงสารก็เพราะว่าเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการสอนที่เหมาะกับวิธีการเรียนรู้ของเขาต่างหาก เลยทำให้เขากลายเป็นเด็กที่ไม่ฉลาด ทั้งๆ ที่เกิดมาระดับสติปัญหาไม่ได้ด้อยกว่าใคร

ปัญหาของการศึกษาในบ้านเราอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา มองกระบวนการเรียนการสอนเป็นกระบวนการเดียว (process) มองเด็กๆ เป็น input เดียวเหมือนๆ กัน และก็หวังว่าผลลัพธ์ (output) ก็ควรจะต้องออกมาเหมือนๆ กัน ได้มาตรฐานเหมือนกัน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในโลกแห่งความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น หากเราใส่ input คือ ปลา หมู เห็ด เป็ด ไก่ เข้าไปในกระบวนการผลิตปลากระป๋อง และคาดหวังว่าวัตถุดิบที่ใส่เข้าไป จะออกมาเป็นปลากระป๋องได้ทุกอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ หมู เห็ด เป็ด ไก่ในน้ำซอสที่มีไว้สำหรับทำปลากระป๋อง ทานเข้าไปก็ทานได้ไม่ตาย แต่คงรสชาติพิลึก

ดังนั้น เด็กที่มีการเรียนรู้ได้ดีจากการฟังก็มักจะไม่ค่อยชอบอ่าน แต่จะชอบนั่งแถวหน้าฟังอาจารย์ตาแป๋ว ส่วนเด็กที่เรียนรู้ได้ดีจากการอ่าน ก็มักจะหลับเวลาฟังอาจารย์สอน ถ้าอาจารย์ไม่ได้มีอะไรให้อ่านตามไปด้วย เด็กที่เรียนรู้ได้ดีจากการลงมือทำก็มักจะถูกครูดุว่าเพราะแอบทำแบบฝึกหัดล่วงหน้าไม่ยอมฟังครูพูดให้จบก่อน ส่วนเด็กพิเศษ เช่น เด็กไฮเปอร์ก็จะถูกครูทำโทษเป็นประจำเพราะนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ ส่วนเด็กฉลาดช่างถามครูก็ไม่ชอบอีก เพราะหาว่ากวนโอ๊ย

การที่ผู้ใหญ่มีความคิดฝังหัว (fixed mindset) ว่าฉันใช้เทคนิคนี้ในการเรียนรู้แล้วมันดีสำหรับฉัน ดังนั้น ทุกๆ คนควรจะทำตามฉันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหมือนกับฉัน ก็ไม่ควรจะไปสอนคนอื่นๆ ครูที่เก่งควรจะมีเทคนิคการสอนที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน แต่สามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้ในห้องเรียน ไม่ใช่ครูสอนอย่างที่ครูถนัด ส่วนเด็กจะตามทันหรือไม่ทัน เป็นปัญหาของเด็กกับผู้ปกครองที่ต้องตามแก้ไขกันเอง ด้วยการพาไปเรียนพิเศษ ซึ่งหากครูสอนพิเศษก็ไม่เข้าใจลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก ก็ป่วยการอีก เด็กก็ได้แต่เอาตัวรอดโดยการท่องจำเข้าไปเท่านั้น เพราะไม่ได้เข้าใจอย่างจริงๆ จัง

...

มีเด็กอยู่คนหนึ่ง พ่อแม่ส่งมาเรียนกับครูเคทเพราะเห็นว่าลูกเรียนไม่เก่ง สติปัญญาไม่ดีเท่าเด็กคนอื่น แต่พอได้สังเกตเด็กสักระยะหนึ่ง พบว่าเด็กมีความสามารถด้านศิลปะสูงมาก ชอบวาดรูปที่มีความซับซ้อน แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ เด็กอยู่ชั้นมัธยมต้นแล้ว แต่อ่านภาษาไทยได้ตะกุกตะกัก ส่วนภาษาอังกฤษอ่านไม่รู้เรื่องเลย เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปจึงพบว่าเด็กมีอาการ dyslexia หรือโรคสมองตีความในการอ่านที่สับสน ซึ่งจะมีอาการแตกแยกย่อยออกไปตามแต่ละบุคคล สาเหตุที่อ่านภาษาไทยได้คล่องกว่าภาษาอังกฤษ ก็เพราะว่าเป็นภาษาที่คุ้นเคย เจอบ่อยๆ ก็เลยจำไว้ทั้งคำ แต่สะกดผสมเสียงไม่ได้ เมื่อแจ้งให้พ่อแม่ทราบ พ่อแม่ก็ถอดใจและบอกว่าไม่คาดหวังอะไร แค่ขอให้ลูกเรียนจบมีงานอะไรทำเท่านั้น

อย่างกรณีนี้แสดงว่าทั้งพ่อแม่และครูอาจารย์พากันถอดใจกับเด็ก เนื่องจากไม่เข้าใจว่าสมองของเด็กพิเศษนั้นทำงานอย่างไร และอาจด่วนสรุปจากพฤติกรรมที่เห็น เช่น เห็นเด็กชอบวาดรูป ก็เลยส่งเสริมให้ไปเอาดีทางวาดรูป ครูเคทอยากให้มองให้ลึกกว่านี้ อย่างเด็ก dyslexia คนนี้มีปัญหาด้านการอ่านภาษาที่ต้องผสมเสียง ดังนั้น หากให้เรียนภาษาที่ไม่ต้องผสมเสียงหรือภาษาภาพ อย่าง ภาษาจีน หรือ ญี่ปุ่น แล้ว น่าจะถูกโฉลกกับเด็กมากที่สุด การที่เด็กชอบวาดรูปที่ซับซ้อน นั่นอาจจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทดแทนส่วนการคิดวิเคราะห์ที่การเรียนตามปกติทำไม่ได้ ดังนั้น อย่าเพิ่งไปฟันธงว่าต้องเรียนศิลปะเท่านั้น หากเด็กคนนี้ได้เรียนภาษาจีนหรือญี่ปุ่นเป็นพื้นฐานแล้ว จากนั้น จะไปเข้ามหาวิทยาลัยเรียนในคณะอะไรก็ได้ที่เขาชอบ โดยตำรับตำราต้องเป็นภาษาจีนหรือญี่ปุ่น ซึ่งในไทยไม่มีทางเลือกมากนัก ทางที่ดีส่งไปเรียนที่จีนหรือญี่ปุ่น เด็กคนนี้ก็อาจจะเรียนหมอ วิศวะ สถาปัตย์ บัญชี บริหาร ฯลฯ อะไรก็ได้ที่เขาอยากเรียนอย่างประสบความสำเร็จค่ะ เด็กคนนี้ไม่ได้โง่ แต่การศึกษาและการวัดผลการศึกษาในบ้านเราระบุว่าเขาเรียนไม่เก่ง ดังนั้น ก่อนที่ผู้ใหญ่จะตัดสินชะตากรรมของเด็กสักคนหนึ่ง ช่วยหันกลับมามองจุดบอดของผู้ใหญ่ก่อนนะคะ

ใครมีปัญหา ลูกเรียนไม่เก่ง ไม่รู้จะทำอะไรในอนาคต ญาติพี่น้องติดกลุ่มลัทธิ ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 0814581165 หรือ เข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ