บทความ “ศุกร์สุขภาพ” เรื่องลดอ้วน ลดโรค ได้ให้ความรู้กับคุณผู้อ่านในเรื่องสาเหตุ ผลกระทบของโรคกันไปแล้ว ครั้งนี้เราจะมาดูถึงการรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัดกันต่อ
การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน
เมื่อคนไข้ได้ปรับพฤติกรรมโดยการปรับการกิน ออกกำลังกาย และปรับการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ “การผ่าตัด” จึงเป็นทางเลือกที่ได้ผลดีในการรักษาโรคอ้วน ทั้งนี้ ต้องมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด นั่นคือ ใช้กับคนไข้ที่มีน้ำหนักตัวมากๆ เช่น เกิน 100 กิโลกรัมขึ้นไป เพราะการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้คนไข้ลดน้ำหนักได้มากที่สุดและยั่งยืนที่สุด โดยมีการผ่าตัดทั้งหมด 3 แบบ คือ
1. Gastric Bypass การทำบายพาสกระเพาะอาหาร เป็นการผ่าตัดที่นิยมทำกันมากที่สุด นั่นคือ แบ่งกระเพาะออกเป็นส่วนใหญ่กับส่วนเล็ก จากนั้นจึงนำลำไส้ส่วนปลายไปต่อกับกระเพาะเล็กๆ ที่ตัดแบ่งไว้ ทำให้อาหารไม่ผ่านลำไส้ส่วนที่ดูดซึมอาหารได้ดี ส่งผลให้คนไข้กินอาหารได้น้อยและรู้สึกอิ่มเร็ว นอกจากนี้การผ่าตัดบายพาสกระเพาะยังทำให้ควบคุมโรคเบาหวานได้ดีขึ้น หรือหายจากโรคเบาหวานได้ ซึ่งเป็นผลให้คนไข้ลดการฉีดอินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลดน้ำหนักได้ยาก
2. Sleeve Gastrectomy เป็นการลดขนาดของกระเพาะอาหารให้เล็กลง เพื่อให้เหลือกระเพาะอาหารที่เพียงพอต่อการรับปริมาณอาหารที่เหมาะสมของคนเป็นโรคอ้วน
3. LAGB : Laparoscopic Adjustable Gastric Banding คือ การนำห่วงรัดที่ปรับได้ไปรัดกระเพาะ เพื่อลดปริมาณการกินอาหารในแต่ละครั้งให้ลดลง ซึ่งปัจจุบันวิธีนี้ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก
...
ผลที่ได้จากการผ่าตัด
1. คนไข้กินอาหารได้น้อยลง แน่นอนว่าย่อมทำให้น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น
2. กระเพาะอาหารมีการดูดซึมอาหารได้น้อยลง เนื่องจากมีการทำ Bypass
3. ลักษณะของเชื้อจุลชีพในทางเดินอาหารจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีของการลดน้ำหนักเพื่อรักษาโรคอ้วน
4. ความสมดุลของฮอร์โมนต่างๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะอินซูลิน
ดูแลตัวเองอย่างไร
1. คนไข้จะต้องเป็นคนกำหนดอาหารด้วยตนเอง ไม่กินตามใจปาก โดยเน้นกินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรก คนไข้จะได้รับเป็นอาหารเหลวที่มีโปรตีนสูง เช่น น้ำซุป นม หลังจากนั้นจะเริ่มกินเป็นอาหารนิ่มๆ เละๆ แต่ต้องเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงเช่นกัน
หลังจาก 1 เดือนไปแล้ว คนไข้สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ทั้งนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานผักและผลไม้ให้มากๆ เพื่อป้องกันอาการท้องผูก
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงาน
3. หมั่นดูแลตัวเองอยู่เสมอว่าน้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์หรือมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่อย่างไร และควรหาเวลามาพบแพทย์เพื่อเช็กสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
แม้ว่าในปัจจุบันจะมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี การดูแลตัวเองโดยการใส่ใจเรื่องอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นการป้องกันโรคอ้วนที่ทุกคนสามารถทำได้ เพราะการป้องกันไม่ให้เกิด “โรคอ้วน” ย่อมดีกว่าการรักษาเป็นแน่
“ลดอ้วน ลดโรค” คุณทำได้ (ตอน 1)
---------------------------------------------------------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาโรคอ้วนได้ที่ : คลินิกรักษาโรคอ้วนครบวงจร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร. 0-2200-3186
แหล่งข้อมูล
ผศ.นพ.ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล