ทุกวันนี้ ไฟจากการก่อการร้ายยังคุกรุ่น ผู้มีหน้าที่ป้องกันและขจัดภัยร้ายให้สิ้นไปล้วนต้องเสี่ยงอันตรายทำงานกันอย่างทรหดและรอบคอบรัดกุม รวมถึงยอมสละแม้ชีวิตเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์จากผลพวงแห่งความขัดแย้ง วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงาน นิตยสารต่วย’ตูน ขอนำแฟนๆย้อนอดีตไปรำลึกถึงภารกิจช่วยชีวิตครั้งสำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นที่สนามบินเอนเทบเบ (Entebbe) ประเทศยูกันดา

27 มิถุนายน 1976 เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน AF-139 จากเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ซึ่งกำลังพาผู้โดยสารมุ่งสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ถูกกลุ่มสลัดอากาศ 4 คน บุกจี้ระหว่างแวะจอดที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สลัดอากาศเข้าควบคุมลูกเรือและผู้โดยสารบนเครื่องกว่า 240 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล หรือคนเชื้อสายยิวไว้เป็นตัวประกัน แล้วบังคับให้นักบินเปลี่ยนเส้นทางบินจากจุดหมายเดิมคือ ปารีส ไปสู่สนามบินเอนเทบเบในประเทศยูกันดา

กลุ่มผู้ก่อการร้ายประกาศข้อเรียกร้องขอแลกตัวประกันบนเครื่องกับนักโทษการเมือง 53 คน โดยเป็นนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในอิสราเอล 40 คน และนักโทษในอีก 4 ประเทศรวม 13 คน และเรียกเงินค่าไถ่อีก 5 ล้านดอลลาร์

การจู่โจมชิงตัวประกัน.
การจู่โจมชิงตัวประกัน.

...

ผู้ก่อการร้ายในครั้งนี้ มีอยู่ 2 คนที่เป็นสมาชิกแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Popular Front for the Liberation of Palestine/ PFLP) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีแนวคิดสุดโต่งและเคียดแค้นชาวยิวแบบฝังลึก เนื่องจากปมขัดแย้งทาง ประวัติศาสตร์ เพราะดินแดนที่ใช้ตั้งเป็นประเทศอิสราเอลนั้นได้มาจากการแย่งชิงดินแดนเดิมของชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะกรุงเยรูซาเล็ม เมืองหลวงของอิสราเอลนั้นถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของทั้งศาสนายูดาห์ คริสต์ และอิสลาม เมื่อชาวยิวเข้าครอบครองก็ทำให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันเรื่อยมาจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เลิกรา ส่วนผู้ก่อการร้ายอีก 2 คน นามว่า วิลฟรีด โบเซ และบริจิตต์ คุห์ลมันน์ นั้นเป็นชาวเยอรมันชาตินิยมหัวรุนแรงและเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจร Revolutionary Cells (RZ) ซึ่งก็จงเกลียดจงชังชาวยิวเช่นกัน

เชื่อกันว่า การจี้เครื่องบินครั้งนี้อาจได้รับการสนับสนุนโดยประธานาธิบดี อีดี อามิน ผู้นำเผด็จการทหารสุดโหดของยูกันดา ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อฉาวโฉ่ระดับโลก ยูกันดาในยุคนั้นจึงเปรียบได้กับดินแดนแห่งความหวาดกลัวและความตาย

รถเมอร์เซเดสสีดำที่ใช้ตบตาทหารยูกันดาว่าเป็นรถของอีดี อามิน.
รถเมอร์เซเดสสีดำที่ใช้ตบตาทหารยูกันดาว่าเป็นรถของอีดี อามิน.

หลังเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานเอนเทบเบ อีดี อามิน ถึงกับเดินทางมาต้อนรับผู้ก่อการร้ายด้วยตนเองเลยทีเดียว ตัวประกันทั้งหมดถูกคุมตัวไปยังอาคารพักผู้โดยสารเก่า แล้วคัดแยก ผู้โดยสารสัญชาติอิสราเอลและชาวต่างชาติที่มีเชื้อสายยิวออกจากผู้โดยสารอื่น ซึ่งกัปตันมิเชลบาคอส ก็ได้แสดงสปิริตอันแรงกล้าด้วยการปฏิเสธการถูกคัดออกจากกลุ่มตัวประกัน ด้วยเหตุผลว่าเขาต้องดูแลผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาทั้งหมด

วันที่ 30 มิถุนายน ผู้ก่อการร้ายตัดสินใจปล่อยตัวประกันกลุ่มแรก 48 คน ที่ไม่ใช่ชาวยิวและส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้หญิง และเด็ก วันถัดมารัฐบาลอิสราเอลได้แสดงเจตนาที่จะเจรจาด้วย ผู้ก่อการร้ายจึงปล่อยตัวประกันเพิ่มอีก 100 คน และเลื่อนกำหนดเส้นตายจากวันที่ 1 กรกฎาคม เป็น 4 กรกฎาคม แต่ก็ขู่ว่าหากข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่ได้รับการสนองตอบ ก็จะเริ่มสังหารตัวประกันซึ่งเหลืออยู่อีก 106 คน

อีดี อามิน กับเหล่าตัวประกัน (ภาพจากภาพยนตร์)
อีดี อามิน กับเหล่าตัวประกัน (ภาพจากภาพยนตร์)

...

สถานการณ์ทางอิสราเอล บรรดาเจ้าหน้าที่หน่วยมอสสาด (Mossad) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองและปฏิบัติการพิเศษอันเลื่องชื่อของอิสราเอล รวบรวมข้อมูลและประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อหาทางช่วยตัวประกัน โดยหนึ่งในผู้วางแผนคือ เอฮุด บารัค อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโด ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน (ต่อมา เอฮุด บารัค ผู้นี้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอิสราเอล) แต่ภารกิจนี้นับว่าสุดหิน เพราะข้อมูลเกี่ยวกับยูกันดามีน้อยมากจนแทบไม่มีเลย ถือเป็นดินแดนแห่งความลี้ลับสำหรับทุกชาติเลยก็ว่าได้ หน่วยข่าวกรองอันดับต้นๆของโลกอย่างมอสสาดก็ยังไม่รู้แม้แต่พิกัดทำเลที่ตั้งของสนามบินเอนเทบเบเลยด้วยซ้ำ ถึงขนาดที่บารัคเอ่ยถามคนในห้องประชุมว่า “พวกคุณแน่ใจจริงๆหรือว่าเอนเทบเบอยู่ตรงไหน?”

ทีมช่วยเหลือในปฏิบัติการเอนเทบเบ.
ทีมช่วยเหลือในปฏิบัติการเอนเทบเบ.

ภาวะที่ข้อมูลมีจำกัดแถมต้องทำงานแข่งกับเวลาทำให้ภารกิจยิ่งยากเข็ญ ทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงเส้นตายของตัวประกัน ยิ่งช้าเท่าไหร่โอกาสที่ปฏิบัติ การจะล้มเหลวก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่อิสราเอลก็ไม่สิ้น คนดี ในที่สุดก็มีวิศวกรจากบริษัทซึ่งเคยเสนอโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินเอนเทบเบเข้ามา ไขปัญหานี้ด้วยพิมพ์เขียวผังอาคารเก่าซึ่งกำลัง ถูกใช้เป็นที่คุมขังตัวประกันในขณะนั้น ทำให้แผนปฏิบัติการพอจะมีความหวังรำไร

...

ในตอนแรกที่ประชุมจะให้หน่วยรบพิเศษซีล (SEAL) ของกองทัพเรืออิสราเอลกระโดดร่มลงในบริเวณทะเลสาบวิกตอเรียซึ่งอุดมไปด้วยจระเข้ จากนั้นก็พรางตัวเดินทางไปจนถึงที่หมาย หรือใช้เรือสปีดโบ๊ตของเคนยาช่วยในการเดินทาง แต่หน่วยมอสสาดเตือนว่า เคนยาอาจไม่ยอมร่วมมือ เพราะคงไม่อยากผิดใจกับอีดี อามิน แผนนี้จึงชะงักไปทีมงานต้องระดมมันสมองขบคิดกันอย่างหนักอีกครั้ง

เวลานั้นมีหลายประเทศพยายามหาทางช่วยเหลือ รัฐบาลอียิปต์ได้ช่วยเจรจากับยัสเซอร์ อาราฟัด ประธานองค์การปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ (PLO) รวมทั้งเจรจากับอีดี อามิน ในช่วงแรกการทูตได้ผลดีจนอาราฟัดยอมส่งผู้แทนพิเศษไปยังยูกันดาเพื่อเจรจาขอปล่อยตัวประกัน แต่สมาชิก PFLP ในกลุ่มก่อการร้ายกลับไม่ยอมเจรจาด้วย ความหวังริบหรี่มีอันมืดดับไปอีกครา

ชาวอิสราเอลร่วมแสดงความยินดีที่ภารกิจลุล่วง.
ชาวอิสราเอลร่วมแสดงความยินดีที่ภารกิจลุล่วง.

เมื่อวิธีทางการทูตล้มเหลว จึงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจบุกจู่โจมชิงตัวประกัน วันที่ 3 กรกฎาคม คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติแผนช่วยเหลือตัวประกัน พลจัตวาแดน ชอมรอน ได้รับ แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการซึ่งใช้ชื่อว่า “ปฏิบัติการสายฟ้าฟาด (Operation Thunderbolt)” โดยมีพันโท โยนาธาน เนทันยาฮู พี่ชายของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลคนปัจจุบัน ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหน่วยจู่โจม ทหารและเจ้าหน้าที่อิสราเอลกว่า 200 ชีวิต ออกเดินทางด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130 เฮอร์คิวลิส 4 ลำ และโบอิ้ง 707 จำนวน 2 ลำ พวกเขาเลือกไปถึงที่หมายในยามราตรีเพื่ออำพรางตัว โดยเข้าไปในสนามบินด้วยรถเมอร์เซเดสสีดำเหมือนกับรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีอีดี อามิน ตามติดด้วยรถแลนด์โรเวอร์ที่เป็นรถคุ้มกัน รถเหล่านี้ถูกเตรียมมาเพื่อตบตาทหารยูกันดาให้คิดว่าอีดี อามินมาเอง แล้วยอมปล่อยผ่านโดยไม่ตรวจค้น แต่ทว่าทหารยามยูกันดา 2 นาย เกิดจำได้ว่า ท่านประธานาธิบดีเปลี่ยนไปใช้รถเมอร์เซเดสคันใหม่แล้ว และรถคันใหม่นั้นเป็นสีขาว!

...

เมื่อทหารยามไหวตัวจึงออกคำสั่งให้หยุดรถ พันโทเนทันยาฮูก็สั่งหน่วยคอมมานโดยิงทหารยามด้วยปืนเก็บเสียงในทันที ทหารอิสราเอลในรถแลนด์โรเวอร์ที่ขับตามมาเห็นเหตุเฉพาะหน้าก็ยิงซ้ำด้วยปืนไรเฟิล เสียงปืนไรเฟิลทำให้ทหารยูกันดารู้ตัวและยิงถล่มใส่ขบวนรถ หน่วยปฏิบัติการพิเศษตัดสินใจโดดออกจากรถและวิ่งตรงไปที่อาคารผู้โดยสาร

ตัวประกันเดินทางกลับอิสราเอลอย่างปลอดภัย.
ตัวประกันเดินทางกลับอิสราเอลอย่างปลอดภัย.

การบุกแบบสายฟ้าแลบทำให้ผู้ก่อการร้ายตั้งตัวไม่ทัน หน่วยจู่โจมสามารถจัดการผู้ก่อการร้ายบางส่วนได้อย่างฉับไว การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด จนกระทั่งทุกอย่างสงบลง พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวประกันได้ 102 คน จากทั้งหมด 106 คน ผู้ก่อการร้ายตายไป 7 คน (อีก 3 คนตามมาสมทบที่เอนเทบเบ ในภายหลัง) ทหารยูกันดาอย่างน้อย 20 นาย เสียชีวิต ทหารอิสราเอลเสียชีวิตไป 1 นาย ซึ่งก็คือ พันโทโยนาธาน เนทันยาฮู ผู้นำการจู่โจมครั้งนี้ ปฏิบัติการนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิบัติการโยนาธาน (Operation Yonathan) เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของเขา และกล่าวกันว่าการที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ตัดสินใจมาลงเล่นการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน ก็เพราะความเสียสละของพี่ชายในปฏิบัติการครานั้นนั่นเอง

ตำนานแห่งภารกิจชิงตัวประกันที่เอนเทบเบยังคงเป็นที่กล่าวขานไม่เคยลืมเลือน ต้นเดือนหน้าก็มีภาพยนตร์เรื่อง “7 Days in Entebbe” ที่ สร้างจากเหตุการณ์จริงกำลังจะเข้าโรงฉาย โดยเล่า ถึงปฏิบัติการที่เอนเทบเบผ่านมุมมองของตัวละครต่างๆ ทีมผู้สร้างได้เก็บข้อมูลมาอย่างละเอียดจากผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเราจะได้รับรู้ทั้งเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนแต่ละฝ่ายที่อยู่ในสถานการณ์อันตึงเครียดและกินเวลายาวนานถึง 7 วัน และคงได้ ตื่นเต้นลุ้นระทึกไปกับปฏิบัติการชิงตัวประกันครั้งสำคัญของโลกในคราวนี้อย่างแน่นอน.

โดย : ประลองพล เพี้ยงบางยาง