ด้วยสภาวะสังคมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ส่งผลให้คนทำงานไม่ค่อยได้ขยับร่างกายไปไหนสักเท่าไร โดยแต่ละวันแทบทุกคนต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์กันอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง และหากไม่ได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ฝากท้องไว้กับอาหารสำเร็จรูป ก็ยิ่งทำให้เราได้รับแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การเป็น “โรคอ้วน”
“โรคอ้วน” นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและโลก ซึ่งในแต่ละปีพบว่า คนอ้วนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ และจากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2558 ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ พบว่า คนไทยมีภาวะอ้วนมากถึง 19 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง เพราะเมื่อมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ก็จะส่งผลเสียต่างๆ ต่อร่างกายตามมามากมาย
รู้ได้อย่างไรว่าเป็น “คนอ้วน”
การคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) ทำโดยการใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม และหารด้วยส่วนสูงที่วัดเป็นเมตรยกกำลังสอง หากค่าที่ได้ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เรียกว่า “น้ำหนักตัวเกิน” ถ้ามีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 ขึ้นไป จัดว่ามีภาวะอ้วน และจะจัดเป็น “โรคอ้วน” หาก BMI มากกว่า 35 ประกอบกับการมีโรคต่อไปนี้ 1.เบาหวานชนิดที่สอง 2.ความดันโลหิตสูง 3.หยุดหายใจขณะหลับ และ 4.ไขมันในเลือดสูง
สาเหตุ
1. การกินอาหารที่มีพลังงานสูงมากเกินไป โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาลและไขมัน อาทิ ของมันของทอด ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน เครื่องดื่มต่างๆ มากเกินไป
2. ขาดการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายไม่ได้เกิดการเผาผลาญพลังงานที่พอดี
3. วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น เช่น ลิฟต์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมถึงการใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ในแต่ละวันมากเกินไป ก็ทำให้ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากเท่าที่ควร
4. การกินยาบางชนิดที่ทำให้เกิดการอยากอาหารเพิ่ม เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า เป็นต้น
5. โรคบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ ก็มีส่วนที่ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นได้เช่นกัน
...
ผลกระทบของโรคอ้วน
เมื่อร่างกายมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์จนกระทั่งเข้าข่ายของการเป็น “โรคอ้วน” ก็จะส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาดังนี้
- เบาหวาน เพราะเมื่ออ้วนแล้วก็ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นตามไปด้วย
- ความดันโลหิตสูง คนอ้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
- ระดับไขมันในเลือดสูง จนเริ่มก่อตัวเป็นตะกรัน ทำให้ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง และนำไปสู่การเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบและโรคหัวใจ
- โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ คนอ้วนจะมีภาวะเหนื่อยง่าย หายใจลำบากและอาจจะหยุดหายใจเป็นพักๆ ขณะนอนหลับ
- โรคข้อกระดูกเสื่อม เนื่องมาจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้คนอ้วนมีโอกาสที่จะข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ
- โรคมะเร็งบางชนิด พบว่าคนอ้วนมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งถุงน้ำดีด้วยเช่นกัน
การรักษา
มีกระบวนการหลักอยู่ 3 อย่าง คือ 1.ควบคุมอาหาร 2.ออกกำลังกาย 3.วางแผน ติดตามและศึกษาเพิ่มเติม แต่หากได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอ้วน การรักษาที่ได้ผลดีคือ เพิ่ม “การผ่าตัด” เข้าไปในกระบวนการหลักเหล่านี้ ทั้งนี้การใช้ยาลดความอ้วนมักมีภาวะแทรกซ้อนจากยา และเมื่อหยุดยา น้ำหนักมักกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม (yoyo effect) จึงไม่ควรลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้
1.ควบคุมอาหาร
“You are what you eat” คำกล่าวนี้ยังเป็นความจริงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณกินอะไร ร่างกายก็ได้ผลอย่างนั้น คนอ้วนที่จะลดน้ำหนักควรกินข้าวไม่เกินมื้อละ 1 ทัพพี เนื้อสัตว์ไม่ติดมันประมาณ 6 ช้อนโต๊ะ ปรุงโดยการนึ่ง ปิ้ง ย่าง งดเว้นการทอดและผัด บวกกับผักประมาณครึ่งหนึ่งของกับข้าว แล้วตามด้วยผลไม้สด 1 ผล นอกจากนี้ต้องงดกินของทอด ของมัน ขนมหวานต่างๆ และดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม น้ำที่มีรสหวานทุกชนิด รวมทั้งน้ำผลไม้ และนมที่มีรสหวาน ชา และกาแฟ หากทำได้ตามนี้ น้ำหนักตัวก็จะค่อยๆ ลดลง
...
2.ออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย คือ การที่เราตั้งใจทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอย่างต่อเนื่อง โดยมีระเบียบแบบแผนและมีการวางแผน เช่น ความหนักในการออกแรง ระยะเวลาในการออกกำลังกาย ความถี่ในการออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้นั้นจะต้องทำต่อเนื่อง 30 นาทีขึ้นไป หรือออกกำลังกายให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยปานกลาง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-5 วัน หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์
ประเภทของการออกกำลังกาย
1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือ การออกกำลังกายที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มสมรรถภาพความแข็งแรงของปอดและหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อทำงานได้ดีขึ้น
2. การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน หรือการยกน้ำหนัก เวท เทรนนิ่งต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและขนาดของกล้ามเนื้อ
3. การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บของข้อต่อต่างๆ ตามร่างกาย สำหรับคนอ้วนที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก อาจจะเริ่มต้นด้วยการวอร์มร่างกายช้าๆ ก่อน เช่น การเดินช้าๆ แล้วค่อยๆ สะสมเวลาไปเรื่อยๆ จากนั้นจึงขยับไปเป็นการวิ่ง หรือจะเลือกปั่นจักรยาน ว่ายน้ำก็ได้ สิ่งสำคัญคือ ความสม่ำเสมอ และเพิ่มปริมาณจนถึงเป้าหมาย ออกกำลังให้หลากหลายทั้งแบบแอโรบิค แบบมีแรงต้าน และเพิ่มความยืดหยุ่น เคล็ดลับคือต้องเลือกออกกำลังตามความชอบและถนัดของตัวเอง เพราะจะทำให้มีแรงใจในการออกกำลังกายมากขึ้น
นอกจากนี้ คนไข้ควรมีกิจกรรมทางกายให้มากขึ้น เช่น เมื่อทำงานไป 30 นาที ควรลุกขึ้นมาเปลี่ยนอิริยาบถ ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวบ้าง ควรขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินเข้าบ้านแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น
...
3.วางแผน ติดตามและศึกษาเพิ่มเติม
คนไข้ควรมีการวางแผนเรื่องการกิน และการออกกำลังกายอย่างชัดเจน และต้องตั้งใจทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรมีสมุดจดบันทึกการเริ่มลดความอ้วน ติดตามน้ำหนักของตัวเองอย่างต่อเนื่องว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด รวมถึงขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วน เพื่อจะได้ปฏิบัติตามอย่างถูกวิธี และไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ
----------------------------------------------------------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาโรคอ้วนได้ที่คลินิกรักษาโรคอ้วนครบวงจร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร. 0-2200-3186
แหล่งข้อมูล
ผศ.นพ.ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอขอบคุณ : ภาพประกอบจาก https://pixabay.com/