คำค้นหา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ข่าว

พรรคพลังประชารัฐ ชู 3 เหตุผลสำคัญ หนุน บิ๊กตู่ เข้าชิงเก้าอี้นายกฯ

คลิปวีดีโอ

กีฬา

การปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุข (ที่ควรจะเป็น) ในการพิจารณาคดีทางการแพทย์ (ตอนที่ 1)

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 มี.ค. 2561 05:01 น.

ตามบริบทตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ ม.๒๗ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะประกอบอาชีพใด ย่อมต้องมีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันและ ม.๕๕ รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้โดยมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ได้แก่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.๔๒๐ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในต่างประเทศ

ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ได้แก่ ประการที่หนึ่ง ผลกระทบจากการตีความตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค นับแต่ที่ท่านประธานศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยได้ทำคำวินิจฉัยว่า “การรักษาและการช่วยชีวิตคนคือสินค้าและบริการ” ตามกฎหมายนี้ ก็ได้เกิดความปั่นป่วนต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขขึ้นในประเทศไทยอย่างรุนแรง เพราะทำให้ผู้ป่วยหรือญาติที่ติดใจ ไม่เข้าใจ หรือไม่พอใจผลการรักษาทุกรูปแบบ สามารถยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลคดีผู้บริโภคได้โดยง่าย

แนวโน้มการรับฟังเหตุผลหรือคำอธิบายถึงผลการรักษาที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ทำได้ยาก เพราะมีเดิมพันเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลที่ตามมาคือทำให้ผู้ให้การรักษาพยาบาลเสียขวัญอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรสาธารณสุขกับผู้ป่วย เปลี่ยนจากความเข้าใจในความเสียสละกลายเป็นการจับผิดการทำงาน ทั้งนี้เพื่อหวังผลเรื่องเงินหากชนะคดีที่ยื่นฟ้อง

สิ่งที่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้คือ อัตราการร้องเรียนทั้งทางตรง (ผ่านศาล) และทางอ้อม (ต้นสังกัด หน่วยงานสาธารณสุข) เพิ่มขึ้น แพทย์พยาบาลหลายท่านต้องควักเงินส่วนตัวร่วมกับเงินจากหน่วยงานต้นสังกัดจ่ายให้ผู้ร้องเรียน เพียงเพราะต้องการให้เรื่องจบไปโดยเร็ว ทั้งๆที่หลายกรณีไม่ได้มีการกระทำผิดตามที่ร้องเรียน แต่เพราะไม่สามารถปฏิบัติงานในภาวะเสียขวัญได้ หลายรายหลังจบคดีก็หันหลังให้กับการรักษาพยาบาล ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ก็ทำงานด้วยความหวาดระแวง และป้องกันตัวด้วยการรักษาพยาบาลแบบครอบจักรวาล (Defensive Medicine) โดยการส่งปรึกษา ส่งตรวจวินิจฉัยหลายอย่างโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ แต่ทำเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขที่ได้จากการวิจัยของหน่วยงานรัฐด้านการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ที่ขึ้นตรงต่อสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่าค่าใช้จ่าย Defensive medicine ที่เกิดขึ้นในสถานพยาบาลของรัฐ เฉพาะระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปีเดียวสูงถึงเกือบ 19,000 ล้านบาท!!!

หากนับตั้งแต่มีระบบประกันสุขภาพจะพบว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ สูงเกือบ 300,000 ล้านบาท!! และหากนับรวมกับอีกสามระบบที่เหลือคือกรมบัญชีกลาง ประกันสังคม และภาคเอกชน ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองที่โดยไม่จำเป็นและเป็นไปเพียงเพื่อป้องกันการฟ้องร้องน่าจะมากกว่า “ล้านล้านบาท”

ค่าใช้จ่ายนี้นอกจากไม่มีแนวโน้มลดลงแล้วยังมีแต่จะเพิ่มขึ้นในอัตราสูงเพราะแพทย์ได้รับบทเรียนจากการฟ้องร้อง แนวทางคำพิพากษา จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบัน รัฐบาลจึงได้ประสบปัญหารุนแรงเกี่ยวกับการหาเงินมาเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

ประการที่สอง วิธีการแก้ปัญหากรณีพิพาททางการแพทย์ ในปัจจุบันเมื่อมีข้อพิพาททางการแพทย์ นานาอารยประเทศมาแนวทางด้านกฎหมายต่อการรับมือทั้งสิ้น 4 ประเภทคือ

คดีทางปกครอง (Administrative law) ส่วนใหญ่เป็นประเทศในภาคพื้นยุโรป ที่รัฐจัดสวัสดิการให้กับพลเมืองเพื่อตอบแทนจากการเสียภาษีให้กับรัฐ ดังนั้น เมื่อมีข้อพิพาทจึงถือว่าเป็น “ข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน” ซึ่งเป็นคดีปกครอง ข้อดีของระบบคือ ไม่มีทนายเข้ามาเกี่ยวข้อง รัฐดำเนินการไต่สวนโดยศาลตั้งองค์คณะที่มีความรู้ทางการแพทย์เข้าช่วยเหลือผู้พิพากษา หากพบว่าผิดก็เยียวยาด้วยภาษีรัฐ หากไม่ผิดก็สิ้นสุดคดี บุคลากรไม่ต้องกังวลเรื่องฟ้องร้องหากมั่นใจว่าตนเองไม่ผิด แต่หากทำผิดจริงก็จะถูกดำเนินคดีด้านจริยธรรมต่อ ซึ่งโทษค่อนข้างรุนแรง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่ำมาก แต่ผลเป็นที่น่าพอใจต่อทั้งสองฝ่าย

คดีอิสลาม (Islamic, Sharia law) ใช้กันในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะประเทศตะวันออกกลาง ระบบคล้ายๆกับ ระบบของยุโรป โดยเมื่อเกิดคดีพิพาท ก็จะมีการตั้งองค์คณะร่วมกันระหว่างฝ่ายกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หากพบว่ามีความผิดก็จะมีการจ่ายเงินเยียวยาแต่ไม่สูงมากนัก เรียกว่า Blood money

คดีแพ่ง (Civil law) ใช้กันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศที่ใช้กฎหมายคดีผู้บริโภคและในกลุ่มประเทศอีกสองกลุ่มข้างต้น ระบบนี้พบในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีระบบศาลยุติธรรมที่เข้มแข็ง โดยเมื่อเกิดคดีพิพาท รัฐเพียงแต่อำนวยความสะดวกในการดำเนินคดี สองฝ่ายต้องแต่งตั้งทนายเพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อนำพยานหลักฐานสู้คดีกัน ข้อน่าสังเกตคือ ประเทศไต้หวันก่อนที่จะใช้ระบบนี้ เดิมก็ใช้คดีผู้บริโภคมาตัดสินข้อพิพาท แต่ในที่สุดศาลสูง (Supreme court) ก็ยกเลิกไป เพราะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเลวร้ายลง และกระทบต่อฐานะการเงินการคลังของชาติจาก Defensive medicine

คดีผู้บริโภค (Consumer Protection Act, CPA) ณ ปัจจุบันมีเพียง 4 ประเทศบนโลกใบนี้ที่ใช้วิธีนี้ ได้แก่ อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล และประเทศไทย ในจำนวนนี้ ประเทศไทยถือว่ามีสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เหตุเพราะในอีกสามประเทศล้วนมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น มิให้นับรวมถึงสถานพยาบาลรัฐ สถานพยาบาลที่มีผลประกอบการต่ำ จำกัดจำนวนเพดานเงินที่จะจ่าย มีบทลงโทษหากเป็นการฟ้องร้องเพื่อเงิน (Frivolous Lawsuit) เป็นต้น ในบางประเทศขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณายกเลิกและหันไปใช้ระบบคดีแพ่งตามเดิมเพราะปัญหาเดียวกับที่เกิดในไต้หวันและไทย

ประการที่สาม ปัญหาความไม่เข้ากันระหว่าง “พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” โดยหลักการแล้ว พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ถือเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อรองรับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค แทนที่การใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) เหตุเพราะกลไกผ่าน ปพพ.ไม่อาจทำงานได้เต็มที่ การปรับใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคจึงต้องล้อไปกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งไม่เคยมีการตีความหรือการบังคับใช้กับการรักษาและช่วยชีวิตคนมาก่อน เหตุเพราะองค์ประกอบทางกฎหมายไม่เข้ากับคดีผู้บริโภค

กล่าวคือ ขาดองค์ประกอบ “การเข้าทำสัญญาระหว่างสองฝ่าย” “มีการประชาสัมพันธ์การโฆษณาหรือการทำฉลากเพื่อให้เกิดความต้องการเข้ารับการบริการ” และ “มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งกำไรเป็นสำคัญ” เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า “การรักษาพยาบาลและการช่วยชีวิตคน ไม่มีองค์ประกอบของคดีผู้บริโภคอยู่เลย” ดังนั้น การตีความที่เกิดขึ้นโดยอิงแต่เรื่องการเก็บค่าบริการ 30 บาท จึงเป็นการตีความที่ขาดบริบทที่ถูกต้องและจำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกตามอย่างนานาอารยประเทศ

ปัญหาทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการออกกฎหมายที่มีหลักการว่า “การรักษาและการช่วยชีวิตคน ไม่ถือเป็นสินค้าหรือบริการตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค” แต่ทั้งนี้ยังคงไว้ซึ่งการแพทย์ด้านการเสริมสวย.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การปฏิรูปประเทศสาธารณสุขสุขภาพหรรษาหมอดื้อประกันสังคม

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED