ทำอย่างไรเด็กไทยถึงจะฉลาด ระบบการศึกษาต้องเป็นแบบไหน กระบวนการเรียนรู้ต้องเป็นอย่างไร?...
นานาทัศนะกับความคิดเห็นของผู้คร่ำหวอดแห่งวงการการศึกษาไทย ต่อแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาไทย ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนวันนี้เราไม่ได้ล้าหลังถอยหลังเข้าคลองกับเรื่องนี้ แต่ พี่แคมปัส มองว่า...เรากำลังเดินหลงทาง มุ่งหน้ากลับไปสู่อดีตแบบไม่มีจีพีเอส คิดแล้วก็เพลีย! ในวันที่อาม่า อากงเล่นเกมในเฟซบุ๊ก แต่ระบบการศึกษาไทย กลับไม่ตอบโจทย์อาม่า อากงเลย
และวันนี้จะพาไปฟังความคิดเห็นดีๆ ของ "ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์" ผู้ที่มองการศึกษาไทยทะลุปรุโปร่ง ด้วยการที่อยู่วงในการศึกษามาตลอดเวลากว่า 20 ปี ผู้ที่เห็นพัฒนาการของการศึกษาไทย และเห็นวิวัฒนาการของการศึกษาประเทศอื่นทั่วโลก ก่อนจะมาปรับเปลี่ยนและปรับปรุงสู่ปรัชญาแห่งการศึกษาในรั้วโรงเรียนของเขา จนกลายเป็นนโยบายส่งมอบต่อผู้ปฏิบัติการ ไม่นานแนวคิด ปรัญชาต่างๆ ที่หล่อหลอมอย่างดีแล้ว ก็ปรากฏผลสัมฤทธิ์อย่างเห็นได้ชัด ไม่แปลกเลยที่โรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์จะเต็มไปด้วย "คุณภาพแห่งการศึกษา"
ดร.วีระชัย เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนว่า...
ต้องเล่าย้อนกลับไป เราเปิดโรงเรียนเมื่อ 23 ปีก่อนที่พัทยา ด้วยเหตุผลที่ว่า เราได้ลงทุนสร้างหมู่บ้าน เพื่อให้พนักงานของบริษัทต่างชาติ ที่เดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยมาอยู่ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงกำเนิดอีสเทิร์นซีบอร์ดพอดี ทุกบริษัทก็ต้องมาก่อสร้างโน้นนี่ที่พัทยา มันก็ต้องมีวิศวกร มีพนักงานต่างชาติ เดินทางมาทำงานที่นี่จำนวนมาก แต่ด้วยความที่พัทยาไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาเหล่านั้นจึงจะไม่อยากมาทำงาน โดยเฉพาะกับบรรดาวิศวกรต่างชาติหนุ่มๆ ที่เพิ่งมีลูก เขาบอกว่า ถ้ามาอยู่ที่พัทยา ก็จะไม่มีที่เรียนหนังสือให้กับลูกๆ ตอนนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่เลย ผมเลยคิดว่า...อย่างนั้นหมู่บ้านผม มันก็ต้องร้างแน่นอน
...
ที่มาของการเปิดโรงเรียน
วันหนึ่งมีผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกผมว่า เขาอ่านประวัติผม ก็เห็นว่า ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษามาจากต่างประเทศ เคยเป็นครูสอนอยู่ที่อเมริกามาถึง 6 ปี ทำไมผมถึงไม่เปิดโรงเรียนนานาชาติเองเลย นั่นแหละ...คือจุดเริ่มต้นของโรงเรียนเดอะนานาชาติรีเจ้นท์พัทยา
เช่าพื้นที่โรงเรียนอื่นสอน
แรกเริ่มเดิมทีเราไปเช่าโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ อยู่ริมถนนสุขุมวิท ย่านนาเกลือ เพื่อเปิดเป็นโรงเรียนนานาชาติ และช่วงนั้นเราก็โฆษณาโรงเรียนออกไป ซึ่งตอนนั้นผมเป็นประธานสร้างรถไฟใต้ดินของ รฟม.อยู่ด้วย จึงได้รับการตอบรับค่อนข้างดี เมื่อเปิดรับนักเรียนมีคนมาสมัครเรียนถึง 70 คน ต่อมาเปิดได้ 8-9 เดือน จำเป็นต้องหาที่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่ เนื่องจากมีจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายก็ได้ที่ผืนหนึ่ง จำนวน 40 ไร่ ซึ่งก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์ พัทยาในปัจจุบัน จนบัดนี้มีพื้นที่โรงเรียนเพิ่มกว่า 70 ไร่แล้ว เพราะต้องสร้างอาคารสร้างที่เรียน เพื่อรองรับจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้น
ตัดสินใจให้เป็น "โรงเรียนประจำ"
เวลาเราทำโรงเรียน ผมห่วงที่สุด คือ เรื่องการเดินทางรับส่งของผู้ปกครอง ช่วงนั้นพัทยารถสิบล้อเยอะมาก ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากปัจจุบัน ประกอบกับเหตุผลหลายๆ อย่าง ผมจึงมีแนวคิดว่า เราต้องเปิดเป็นโรงเรียนประจำ เพราะเหตุผลหนึ่งคือ ผมมองว่า...ประเทศอังกฤษเจริญเติบโตได้เพราะการศึกษา โรงเรียนดังๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นโรงเรียนประจำ ดังนั้นถ้าเราจะทำโรงเรียนให้ดี เราต้องมีนักเรียนจำนวนมาก และต้องมีเงินจ้างครูดีๆ เงินเดือนเป็นแสนๆ หลายแสนมาสอนนักเรียนของเรา และเราต้องสร้างหอพักด้วย สุดท้ายผมเลือกให้โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำ แรกเริ่มก็มีนักเรียน 100 กว่าคน 200 คน เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน 22 ปี ก็มีนักเรียนทั้งหมด 1,200 คน
ระบบอังกฤษ
เราใช้ระบบของอังกฤษ ระบบการเรียนการสอนของอังกฤษมันน่าเชื่อถือ เพราะข้อสอบเป็นข้อสอบที่ออกมาจากส่วนกลาง อย่างระบบอเมริกานี่โรงเรียนออกข้อสอบเอง เค้าจะไว้ใจโรงเรียนมาก หลังจากที่ได้รับรองวิทยฐานะแล้ว แต่เค้าอาจไม่ได้มุ่งเน้นที่ครู พอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็จะไปแข่งกันที่ SAP จะตกม้าตายก็ตอนนั้น แต่ถ้าระบบของอังกฤษ กลับไม่ใช่แบบนั้น ตั้งแต่ชั้นต้นๆ จนถึงชั้นสูงๆ ข้อสอบวัดผลจะมาจากส่วนกลางทั้งหมด พอจบ ม.6 ก็สามารถเข้าไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้เลย โดยไม่ต้องมาสอบอีก
ครูต้องเก่ง...อันดับแรก
ผมชอบแบบอังกฤษ เพราะเราจะรู้ทันที ว่าครูของเราเก่งหรือไม่เก่ง โดยการเปรียบเทียบผลสอบของเรา กับอีก 100 กว่าประเทศทั่วโลก มันไม่ได้วัดแต่ที่นักเรียน มันวัดครู สำคัญที่ "ครู" ครูสอนนักเรียนเก่ง หรือไม่เก่ง ก็ดูที่ผลสอบของนักเรียน ตรงนี้ทำให้เราไม่ต้องไปห่วงมาก เพราะระบบอังกฤษมันมีระบบที่ชัดเจน นี่คือระบบที่ดีของอังกฤษ
โรงเรียนแห่งที่ 2
พอเราสร้างที่นั่นได้ 5 ปี เราก็มาสร้างโรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์กรุงเทพฯ ปีนี้ก็เข้าปีที่ 18 แล้ว ก็มีนักเรียนทั้งหมด 750 คน ผมว่านักเรียนกำลังดีกับพื้นที่ ถ้าเกิดมีถึง 1,200-1,300 คน อาจต้องหาที่ใหม่อีก
โรงเรียนนานาชาติเกลื่อน
ตอนนี้โรงเรียนนานาชาติเยอะมาก ตอนผมเปิดใหม่ๆ ยังไม่มีใครทำโรงเรียนนานาชาติเลย เพราะรุ่นเจเนอเรชั่นผม ไม่มีใครคิดทำหรอก แต่พอมาเจเนอเรชั่นของลูก อย่างลูกเค้าก็รุ่นเดียวกับลูกผม อายุก็ 30 กว่า 40 ที่พอมีลูกของตัวเอง จะเอาลูกไปฝากโรงเรียนนานาชาติ ก็มีแนวคิดว่า เราก็จบมาจากเมืองนอกนี่ ทำไมเราไม่เปิดโรงเรียนเอง มันเลยเป็นที่มาของโรงเรียนนานาชาติ ที่มันเยอะมากในขณะนี้
...
วัดกันที่ "คุณภาพของการศึกษา"
มีคนถามผมว่า...กลัวมั้ย? ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะว่าโรงเรียนเหล่านั้น จะดึงเอาคนไทยเข้ามาในกรุงเทพฯ จะดึงคนต่างชาติเข้ามาเมืองไทยมากขึ้น เด็กไทยก็จะถูกออกจากระบบโรงเรียนดังๆ อย่างโรงเรียนติดแบรนด์ต่างๆ เพราะสุดท้าย...มันจะวัดกันที่ "คุณภาพของการศึกษา"
ที่มาของ Bilingual
เมื่อใหม่ๆ ที่เราทำโรงเรียนนานาชาติ ค่าเทอมมันแพงมาก เพราะค่าจ้างแพงมากจริงๆ คือครูดีๆ ถ้าเค้าไม่ได้รับค่าจ้างเท่ากับที่อังกฤษ เขาก็ไม่มา โรงเรียนนานาชาติมันถึงแพง ทีนี้พอแพง รัฐบาลก็เลยบอกว่า ให้ทำโรงเรียนสองภาษา ที่เรียกว่า Bilingual ที่ใช้ครูไทยสอน และครูฝรั่งสอนบ้าง ค่าเทอมก็ลดลงจากนานาชาติมาครึ่งนึง
มีคนถามผมรู้สึกอย่างไร?
ผมบอกว่าดีใจ เพราะว่าคนไทยที่อยู่โรงเรียนไทยจะได้กล้าออกมา พอออกมาแล้ว เรียนไปๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็เลยก้าวเข้าสู่โรงเรียนนานาชาติ ตรงนี้แหละเป็นเหตุให้โรงเรียนนานาชาติเติบโต และเยอะมากในปัจจุบัน แต่ผมมองว่า...เด็กเล็กๆ นี่ไม่จำเป็นต้องไปเรียนไกลบ้านหรืออะไร แต่พอเด็กเริ่มโต ผมว่าเราควรมองหาโรงเรียนที่มีคุณภาพให้กับเค้า ขณะที่เรียนจบจากเรา เค้าก็สามารถไปต่อในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของโลกได้เลย
...
Good Head & Good Heart
โรงเรียนเราจะไม่เน้นแค่เฉพาะ Good Head แต่เด็กจะต้องมี Good Heart ด้วย เราจึงต้องมีกฎเหล็กของโรงเรียน คือ ห้ามรังแกกัน เพราะถ้าเด็กโดนรังแก เด็กก็จะไม่อยากมาเรียน และสาเหตุที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเด็กมีเวลาว่างมาก หรือเรียนไม่รู้เรื่อง เด็กก็จะหันมาแกล้งเพื่อน จึงต้องตั้งกฎเหล็กนี้ขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา แล้วถามว่าทำอย่างไรไม่ให้เด็กมีเวลาว่างมาก เราก็เอากิจกรรมของ Roundsqaure.org ซึ่งเป็นการรวมตัวของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านวิชาการทั่วโลกทั้งหมด 180 โรงเรียน มาเน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับ "ทักษะชีวิต" ร่วมกัน ซึ่งปรัชญาของ Round Sqaure ถือเป็นจุดแข็งของเรา
ทักษะชีวิต Round Sqaure
ปรัชาญาของ Round Sqaure ที่เรานำมาใช้ประกอบการเรียนการสอน มีด้วยกัน 6 ตัว คือ I D E A L S ซึ่งเราไม่ได้สอนเพียงอย่างเดียว แต่เราจะให้เค้าได้ทำกิจกรรมด้วย
I - Internationalism (สากลนิยม) คือ ทุกคนล้วนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะสีผิว ชาติพันธุ์ แต่เราจะสอนให้ทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน โดยสอนไม่ให้เกลียดคนที่ไม่เหมือนเรา
D - Democrazy (ประชาธิปไตย) คือ การสอนให้นักเรียนฟังผู้อื่นบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ตัวเองคิด เราต้องให้ความสนใจในความเห็นของคนอื่น จะดีหรือไม่ดี เราก็ต้องฟังเค้า
E - Environment (สิ่งแวดล้อม) คือ ไม่ใช่ว่าให้ไปเก็บขยะชายหาด ล้างคลอง แต่สิ่งที่ต้องการสอนคือ อย่าเห็นแก่ตัว เพราะสิ่งต่างๆ ที่สวยงามนั้น เราต้องดูแลและรักษาไว้ เพื่อให้คนอื่นได้ดูด้วย
...
A - Adventure (การผจญภัย) คือ การกล้าผจญภัย ไม่ใช่การกระโดดหน้าผา คำว่า "กล้า" ในที่นี้คือ การกล้าที่จะรับ กล้าที่จะทำความดี และกล้าที่จะปฏิเสธ กล้าแสดงความคิดเห็นในสิ่งต่างๆ ที่ผิดกฎระเบียบของโรงเรียน และกล้าแสดงออกในสิ่งที่ควร ถ้าโรงเรียนทั่วๆ ไป เด็กที่ตอบบ่อยๆ มักจะโดนเพื่อนๆ เขม่น แต่ที่นี่ ทุกคนจะไม่โดนรังแก ทำให้เด็กทุกคนกล้าพูด กล้าทำมากขึ้น
L - Leadership (ความเป็นผู้นำ) คือ เราจะสอนว่า ถ้าจะเป็นหัวหน้า ต้องทำสิ่งที่ดี มันทำให้ทุกคนพยายามที่จะเป็นผู้นำ และเป็นตัวอย่างที่ดี มันก็ทำให้เด็กไม่ว่างที่จะมานั่งรังแกกันและกัน
S - Services (จิตอาสา) คือ ทุกคนจะต้องเป็นจิตอาสา ทำหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ต้องรู้จักเห็นใจคนอื่นด้วย
เด็กไทย 6 ข้อพอ...
จริงๆ ส่วนตัวผมมองว่า แค่ 6 ข้อนี้เพียงพอจะปฏิรูปการศึกษาไทยแล้ว ไม่ต้องไปคิดเยอะ 18-19 ข้อ ฟังแล้วเด็กเค้าก็จำไม่ได้หรอก ผมว่า 6 ข้อนี้เพียงพอแล้ว เด็กจะเห็นใจผู้อื่น เด็กจะฟังความคิดเห็นจากคนที่เห็นต่าง จะกลมเกลียวในทุกๆ เรื่อง ผมว่า...มันเป็นรากฐานของความสุขในสังคมนั้นๆ
แนะวิธีปฏิรูปไทย!
การปฏิรูปประเทศไทยเอง ผมก็ว่า มันต้องมีเรื่องเหล่านี้ เพราะคอร์รัปชันจะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปรัญชา 6 ข้อ การปฏิรูป...มันจึงจำเป็นต้องมีเรื่องพวกนี้ มันถึงจะเห็นภาพการปฏิรูปได้เร็วขึ้น เรื่องเทคโนโลยี 4.0 ก็ว่ากันไป แต่เรื่องเหล่านี้ต้องมี เป็นทักษะชีวิต 4.0
เลยไปไกล...กลับมาต่อที่การศึกษา
ทำอย่างไรเราถึงจะมีหลักสูตรที่ดี?
ผมคิดอยู่เสมอว่า...ทำอย่างไรเราถึงจะมีหลักสูตรที่ดี สมัยก่อนเราสอน A level ซึ่งเป็นหลักสูตรแบบอังกฤษจ๋า คือเรียนแค่ 3 วิชา ซึ่งผมคิดว่ามันแคบและลึก แต่ขณะเดียวกันมันมีหลักของอเมริกา มันกว้างแต่ตื้น ซึ่งมันยังไม่ดีทั้งคู่ ก็เลยมีกลุ่มครูกลุ่มหนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติเจนีวา คิดค้นหลักสูตรที่อยู่ตรงกลางขึ้นมา จึงได้หลักสูตร IB หรือ International Baccalaureate คือจะเรียนอยู่ 2 ปีสุดท้ายของระดับมัธยม
3 เรื่องของ IB
หลักสูตร IB จะเน้นอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. วิชาการ ที่สอนอยู่ 6 วิชา วิชาละ 7 คะแนน รวมเป็น 42 คะแนน 2. วิทยานิพนธ์ฉบับย่อ 4,000 คำ เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ผู้ใหญ่ทำไว้ มีคะแนนให้ 3 คะแนน เช่นวิธีปราบคอร์รัปชัน ปัญหาโลกร้อน ปรมาณู เป็นต้น ซึ่งเด็กจะต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อทำวิทยานิพนธ์ จึงเป็นที่รู้กันว่า เด็กที่จบ IB จะมีความสามารถในการค้นคว้าเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย เค้าจึงบอกว่า ถ้าเด็กฉลาดสุดของโลกเลย ถึงจะได้ 45 คะแนนเต็ม ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมาก
เรื่องดีๆ อยู่ที่หลักสูตรของการศึกษา
ส่วนเรื่องสุดท้าย...จะคล้ายกับปรัชาญาของ Roundsqaure คือ 3. CAS ที่มาจาก Creativity สร้างสรรค์, Actions แอ็กชั่น, Services บริการ โดยเป็นการให้เด็กทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด 150 ชั่วโมง ด้วยแนวคิดที่มี CAS รวมอยู่ด้วย เช่น เสาร์นี้เด็ก 2 คนจะไปสีไวโอลินให้คนฟังที่ลานสยามพารากอน แล้วเปิดหมวกรับบริจาค 2 ใบ รับไปให้คนแก่ที่บ้านบางแค และอีกหนึ่งเอาไปช่วยเด็กติดเชื้อเอชไอวี รวมแล้วก็จะใช้เวลา 3 ชั่วโมงแบบนี้ เค้าก็สะสมชั่วโมงทำดีไป อันนี้แหละ...มันจะสอนคนให้เป็นคน!
CAS มีประโยชน์มาก
ในช่วง 2 ปีที่เรียน มันต้องทำถึง 150 ชั่วโมง เด็กเค้าก็จะคิดกันว่าจะทำอะไร อย่างเสาร์อาทิตย์ เราก็จะเอารถไปรับเด็กนักเรียนหรือเยาวชนจากสลัมมาที่แคมปัส คนไหนอยากเรียนฟุตบอล ก็จะมีกลุ่มเด็กเหล่านี้ไปทำหน้าที่สอนฟุตบอล ก็จะมีสอนว่ายน้ำ วาดเขียน ทำอาหาร นี่คือกิจกรรมที่ให้โอกาสกลุ่มเด็กเหล่านั้นด้วย แต่กลุ่มนักเรียนก็ไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นพระเป็นเจ้าหรอกนะ จริงอยู่...ถึงแม้จะเป็นเรื่องบังคับจากการเรียน IB แต่สักพักหนึ่งเค้าจะอินและซึมซับไปเอง ซึ่งผมมองว่า สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็น โดยเฉพาะกับประเทศใหญ่ๆ อย่างประเทศไทย ที่มีคนไร้โอกาสอยู่มากแบบนี้ ผมว่า CAS มีประโยชน์มาก ถ้าผมได้มีอำนาจในการปฏิรูปการศึกษา ผมแค่เอา IB มาใส่ในโรงเรียนไทย มันก็จบแล้ว
เรียนอาชีวะในนานาชาติ
อีกอย่างคือ เราเพิ่งได้ใบอนุญาตให้นำหลักสูตรอาชีวะนานาชาติ จากประเทศอังกฤษเข้ามาเริ่มสอนในกรุงเทพ ซึ่งเป็นใบอนุญาตแรกของประเทศ เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนอื่นที่มีศักยภาพสามารถขยายผลต่อไปได้ จะเป็นหลักสูตรของญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมันก็ได้ รีเจ้นท์อินเตอร์คอลเลช สอนหลักสูตรอังกฤษ เน้นใช้วิชาที่เกี่ยวกับธุรกิจภาคบริการเป็นหลัก เพื่อเป็นการนำร่องให้กับรัฐบาล การสร้างอาชีวะในหลักสูตรนานาชาติ ผมเลือกใช้หลักสูตรจากอังกฤษ นั่นคือ BTEC (สภาการศึกษาธุรกิจและเทคโนโลยี) ที่จะเน้นสอนทักษะที่เป็นความต้องการในสังคมการทำงาน และในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ทักษะดังกล่าว จะมีภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้บ่งบอกความต้องการ ทั้งนี้หากนักเรียนมีทักษะตามที่ผู้ว่าจ้างในภาคอุตสาหกรรมต้องการ นักเรียนก็จะไหลเข้าสู่ภาคการทำงานได้ทันที อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องออกกฎหมายการันตีเลยว่า ภาคอุตสาหกรรมจะรับนักเรียนเป็นพนักงาน หากมีทักษะตามที่กำหนด จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามแต่ตกลง
แจ็ค หม่า ยังกล่าว...
ภาคบริการ เป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะอีกไม่นานหุ่นยนต์จะทำงานแทนคนแล้ว ซึ่งตรงกับที่ แจ็ค หม่า กล่าวว่า ถ้าเราพยายามแต่จะสอนเด็กให้ทำงานโรงงาน นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะในอนาคตโรงงานจะมีแต่หุ่นยนต์ หุ่นยนต์ก็ทำงานแทนเรา และเราต้องสอนในสิ่งที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ นั่นคือ "อุตสาหกรรมบริการ" เช่น การจัดการดูแลคนเจ็บป่วย การจัดการโรงแรม และประเทศไทยเรา ก็มีความชำนาญในเรื่องนี้มากกว่าประเทศอื่น
BTEC ไม่มีสอบ
หลักการสอนจะเน้นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและให้เด็กแก้ไขปัญหา โดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือกลุ่มเล็กๆ วิเคราะห์ทางออกต่างๆ เลือกทางออกที่ดีที่สุด และนำมาเสนอในตอนท้าย โดยไม่มีการสอบ ซึ่งจะทำให้เด็กมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าเป็น "กรณีศึกษา" นั่นเอง โดยมีองค์กรต่างชาติเป็นกรรมการในการตัดสิน สำหรับหลักสูตร BTEC ได้ผ่านอนุมัติเรียบร้อย และการจะเอาหลักสูตร BTEC ของประเทศต่างๆ เข้ามาจะต้องผ่านสถานทูตของประเทศนั้นๆ รับรองก่อน และรัฐมนตรีลงนามอนุมัติ ซึ่งในปัจจุบันเราก็เริ่มสอนแล้ว เน้นสอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการเป็นหลัก สุดท้ายมันจะส่งเสริมเรื่องมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันครูเอาแต่สอน หรือไม่ก็ไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทโน้นบริษัทนี้ ไม่ได้สนใจเรื่องการทำวิจัยเลย เพราะเค้ารู้ว่า ทำแล้วก็ไม่ได้เอาไปทำอะไร แต่ในมุมกลับกัน ถ้าเราลองได้ทำงานวิจัยดีๆ ภาคอุตสาหกรรมกว่า 40-50 ภาค ก็จะวิ่งหาเรา วิ่งมาขอข้อมูลกับผู้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ
แนะวิธีแต่ละระดับ
การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ ต้องเริ่มปฏิรูปหลักสูตร คือเราต้องรู้ ว่าเราอยากให้เด็กเป็นอะไร ก่อนที่จะมาปฏิรูปครู เราต้องบอกครูให้ได้ว่า เราต้องการให้เด็กเป็นแบบนี้ ควรสอนแบบนี้ แล้วก็นำวิธีที่เราบอก ไปสอนเด็กอีกทอดหนึ่ง โดยระดับประถม ที่ผ่านมาเราไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักปัญหาเลย ดังนั้นเราต้องสอนให้เด็กมองแล้วเห็นปัญหา แล้วหาวิธีแก้ปัญหา จากการไปพูดคุยปรึกษากัน มาถึงระดับมัธยม เราต้องเริ่มนำทักษะชีวิต เข้าไปสอดแทรกในการเรียนการสอน ทำให้เค้าได้คิดได้ทำแต่เรื่องดีๆ ส่วนระดับอาชีวะ มันชัดเจนตรงที่เค้าต้องการความรู้เฉพาะด้าน ต้องการความชำนาญ จึงหาคนที่มีความรู้จริงๆ มาสอนเค้า เพื่อให้ตรงกับทักษะที่ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรมต้องการจริงๆ
2 เหตุผล...เด็กไม่อยากมาเรียน
ผมคิดว่า การเรียนระดับประถมและมัธยม สิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่ง คือ ทำให้เด็กอยากมาเรียน ถ้าตรงนี้เริ่มไม่ได้ การปฏิรูปก็ล้มเหลว เราต้องหาเหตุผลว่า ทำไมเด็กไม่อยากมาเรียน เหตุผลมี 2 อย่าง คือ 1. มาแล้วถูกแกล้ง เราก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนห้ามแกล้ง เพราะการแกล้งเพื่อนเป็นความทุกข์ของเด็กอีกคน เค้าไม่อยากมาเรียน ไม่อยากเจอเพื่อน อยู่กับสังคมเรียนไม่ได้ เช่นเรียกชื่อพ่อแม่ ผิวดำ ผิวคล้ำ แบบนี้มันทำให้เด็กไม่อยากมาเรียน 2. มาแล้วต้องรู้เรื่อง เด็กถ้าเริ่มเรียนไม่รู้เรื่อง เค้าจะเกเรทันที แต่จะทำอย่างไรให้เด็กเรียนรู้เรื่อง อันดับแรก...ครูต้องเก่ง เรื่องนี้อาจใช้เวลาหน่อย
จัดเซตเด็ก...
เราก็สามารถจัดเด็กให้อยู่กลุ่มเดียวกันให้ได้ ในเรื่องการเรียน เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกัน คืออย่าพยายามเอาเด็กเก่งไปอยู่ใกล้เด็กไม่เก่ง เด็กไม่เก่งจะรู้สึกเป็นปมด้อย จึงคิดต้องสร้างปมเด่นขึ้นมา ด้วยการทำให้ตัวเองเกเรขึ้นมา เรื่องนี้สำคัญ แต่ถ้าเราจัดกลุ่มสักนิด เด็กเค้าจะมีความสุข ครูเองก็สอนง่าย แต่ไม่ต้องห้องคิง ห้องควีน ห้องโหล่ อะไรแบบนี้นะ สมมติวิชาคณิตศาสตร์ ต้นเทอมจัดกลุ่มจัดเซต แบ่งระดับกันเรียนเลย แต่พอกลางเทอม เซตเด็กอ่อนต้องขยับขึ้นมา แบบนี้ถึงจะช่วยเด็กได้ ต่อมาวิชาภาษาอังกฤษ คนที่เคยอยู่เซต A อาจไปอยู่เซต C ได้ แค่นี้เราก็ได้เห็นแล้วว่า ชีวิตคนเราไม่ต้องเก่ง ต้องเด่นทุกอย่างไป ดังนั้นการสอนให้เด็กเคารพนับถือซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องสำคัญ
ด.ช.มโน & ด.ช.สาธิต
ประเทศไทยอาจทำยากในเรื่องนี้ เพราะสังเกตดูในห้องเรียน ครูถามกี่ครั้ง ด.ช.มโน ก็ยกมือตอบทุกครั้ง ขณะที่ ด.ช.สาธิตไม่เคยยกมือตอบอะไรเลย ในที่สุด ด.ช.สาธิตก็มีปมด้อย และเกิดความรู้สึกไม่อยากมาเรียน นานเข้าก็เริ่มทำท่าจะหนีเรียน พอไปเจอคนข้างนอกรั้วบอกหรือแนะนำยาเสพติด สุดท้าย ด.ช.สาธิตก็เลยกลายเป็นเด็กติดยาไป
สุดท้าย "ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์" ทิ้งท้ายว่า บรรยากาศสถานที่เรียนเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เค้าอยากมาเรียนให้ได้ แต่ก็ไม่ให้เค้ามีเวลาว่างมาก จัดหากิจกรรมดีๆ ที่อิงกับทักษะชีวิตให้เค้าได้ทำกัน ซึ่ง พี่แคมปัส ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะอย่างบางโรงเรียนก็เรียนหนักมาก อัดเต็มไปด้วยสาระวิชา จนไม่เหลือเวลาให้เด็กได้ทำกิจกรรมดีๆ เลย เพียงเพื่อให้โรงเรียนมีชื่อเสียงด้านวิชาการ หากย้อนไปในอดีต อาจมีความหมายสำหรับโรงเรียนติดแบรนด์ แต่ปัจจุบัน "ความรู้" มีอยู่ทุกที่ "คุณภาพการศึกษา" จึงไม่อาจวัดได้แค่จำนวนนักเรียนเรียนดี !! หรือสอบติดมากที่สุด...ในจังหวัดหรือประเทศไทย!!