จากบทความครั้งที่แล้ว เราได้รู้จักสาเหตุ และแนวทางการรักษา “โรคมะเร็งเต้านม” กันไปแล้ว (“มะเร็งเต้านม” เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนไม่ควรมองข้าม (ตอน 1)) ยังมีการรักษามะเร็งเต้านมอีกวิธีหนึ่งคือ “การฉายรังสี” ซึ่งเป็นอีกวิธีที่นิยมใช้ในการรักษามะเร็งเต้านม

“การฉายรังสี” เพื่อใช้รักษามะเร็งเต้านม เป็นการรักษาเสริมเพื่อควบคุมโรค และป้องกันการเกิดซ้ำ ซึ่งจะใช้ในผู้ป่วยที่ตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกออก หรือบางส่วนของเต้านมออกไป โดยใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานสูง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลงเหลือที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณที่เป็นเนื้องอก หรือบริเวณอื่นๆ ในเต้านม

ระหว่างที่ฉายรังสี ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกร้อน ไม่รู้สึกเจ็บ และไม่มีรังสีตกค้างในร่างกาย จึงปลอดภัยต่อคนรอบข้าง โดยปกติผู้ป่วยจะเข้ารับการฉายรังสีวันจันทร์-วันศุกร์ วันละครั้ง รวมทั้งหมดประมาณ 20-30 ครั้ง ใช้เวลาในการฉายรังสีครั้งละ 15-20 นาที

ผลข้างเคียง

ในช่วงที่ฉายรังสี โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ของการฉายรังสี ผิวจะแห้ง มีอาการคันหรือระคายเคือง ผิวบริเวณที่ฉายรังสีจะคล้ำขึ้นคล้ายกับเวลาโดนแดดมากๆ นอกจากนี้ผิวบริเวณรอยแผลผ่าตัดจะเป็นพังผืด มีความแข็งมากกว่าปกติ บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ กลืนอาหารลำบาก หากได้รับการฉายรังสีคลุมต่อมน้ำเหลืองบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า เป็นต้น

...

การดูแลตนเองหลังฉายรังสี

1. ดูแลผิวบริเวณที่ฉายรังสีให้ดี โดยการสวมเสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อลดการเสียดสี อาบน้ำได้แต่ห้ามฟอกสบู่ ห้ามทาแป้ง ห้ามทาโลชั่น

2. อยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง เย็นสบาย หลีกเลี่ยงการทำงาน ออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก

3. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัดๆ หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมหมวกหรือกางร่ม

4. ถ้ามีอาการคัน อาจใช้ยาทาตามแพทย์แนะนำ แต่ห้ามเกาโดยเด็ดขาด

5. กินอาหารที่ย่อยง่าย โดยควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่มีอาหารแสลงหรืออาหารที่ห้ามใดๆ

6. ทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ควรทำงานหนัก

7. พักผ่อนให้เพียงพอ

8. หากมีอาการเจ็บคอ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ อาจให้ยารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ

9. ควรบริหารแขนและไหล่ทุกวัน เพื่อช่วยลดอาการตึงบริเวณหน้าอกและรักแร้

10. หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น สามารถมาพบแพทย์ก่อนวันนัดได้ทันที

การดูแลตนเองหลังเป็นโรคมะเร็งเต้านม

ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง และหาสมุดจดบันทึกเรื่องการรักษาโรคมะเร็งเต้านมของตนเองไว้อย่างละเอียด เช่น ผ่าตัดวันที่เท่าไร่ฃ ให้ยาเคมีวันที่เท่าไร ฉายแสงไปกี่ครั้ง นัดทำแมมโมแกรมครั้งต่อไปวันที่เท่าไร เพราะเวลามาพบแพทย์จะได้ตอบคำถามแพทย์ได้ทันท่วงที

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นกินอาหารที่ปรุงสุก สะอาด และงดกินอาหารแปรรูปทุกชนิด นอกจากนี้ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของปอดและหัวใจ ช่วยลดน้ำหนัก ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหาเวลาทำในสิ่งที่รัก เพื่อเพิ่มความสุขให้ตนเองและครอบครัว จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การป้องกัน

- ผู้หญิงที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยตรวจหลังจากมีประจำเดือน 7-10 วัน

- ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง และตรวจโดยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ปีละ 1 ครั้ง

- ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ ควรเริ่มตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุที่ญาติสายตรงเป็นลบออก 10 ปี

- กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

แม้ว่าโรคมะเร็งเต้านมจะมีความรุนแรง และมีคนเป็นจำนวนมาก แต่หากตรวจพบโรคนี้ในระยะต้น ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้

-------------------------------------------------------------------

แหล่งข้อมูล

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
http://med.mahidol.ac.th/cancer_center