เชื้อดื้อยา...ข้อกังขาถึงที่มา และการปฏิบัติ (ตอน 1)

ข่าว

เชื้อดื้อยา...ข้อกังขาถึงที่มา และการปฏิบัติ (ตอน 1)

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

26 พ.ย. 2560 07:01 น.

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนี้ เพราะถ้ามีอาการที่เกิดจากเชื้อที่ดื้อยาทั้งแผง ก็ทำให้มีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ในระยะ 80 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนายารวมทั้งความรู้เกี่ยวกับยาฆ่าเชื้อโรค หรือที่เรียกว่ายาปฏิชีวนะหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเห็นต่อไปนี้มาจากศาสตราจารย์ Brad Spellberg มหาวิทยาลัย Southern California (20 ตุลาคม 2016) โดยได้ตั้งข้อกังขาต่อความเชื่อเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะและการดื้อยาที่น่าสนใจ และเป็นทัศนะที่รวบรวมจากหลักฐานและการวิเคราะห์ของผู้เขียน

ประการที่หนึ่ง จริงหรือที่มนุษย์เป็นผู้ค้นพบสารที่มีฤทธิ์ต่อต้านหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ในปี 1931 ยาปฏิชีวนะแรกที่สังเคราะห์และนำมาใช้รักษาคือ ยา ซัลฟา หรือ prontosil rubrum จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมย้อนยุคกลับพบว่าแท้ที่จริงแล้วตัวแบคทีเรียเองเป็นตัวที่พัฒนาสารในการฆ่าแบคทีเรียด้วยกัน รวมทั้งพัฒนากลไกในการดื้อยาเองระหว่าง 2 ถึง 2.5 พันล้านปีก่อน โดยเหล่าแบคทีเรียต่างมีการฆ่าซึ่งกันและกัน และมีการพัฒนากลไกในการปกป้องตัวเอง เสมือนกับดื้อยาที่ผลิตจากแบคทีเรียตัวอื่นในปี 2011

มีการศึกษาโดยคณะผู้วิจัยที่ได้สำรวจในถ้ำลึกแห่งหนึ่งที่นิวเม็กซิโก ที่ไม่เคยถูกรุกล้ำโดยมนุษย์มาก่อน และอยู่โดดเดี่ยวจากพื้นโลกมาอย่างน้อย 4 ล้านปี จากการเพาะเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดที่เก็บรวบรวมจากผนังของถ้ำพบว่า ทุกสายพันธุ์ของแบคทีเรียจะดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ อย่างน้อยหนึ่งตัว

โดยที่ส่วนมากแล้วจะดื้อต่อยาหลายตัวและสภาวะการดื้อจะมีต่อทั้งสารและยาปฏิชีวนะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและต่อยาที่เริ่มมีการสังเคราะห์ในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 60 ถึง 80 ทั้งนี้ รวมกระทั่งถึงกลุ่มยา fluoroquinolones daptomycin และ linezolid

ผลจากการค้นพบนี้ทำให้เราทราบว่าตัวเชื้อโรคแบคทีเรียเองต่างก็มีการทำสงครามซึ่งกันและกัน โดยมีการเข่นฆ่าทำลายล้างกัน และในขณะเดียวกันเพื่อความอยู่รอดก็มีการปกป้องตัวเองจากตัวอื่น โดยสร้างกลไกต่างๆ จึงเป็นไปได้ว่าการดื้อยาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งอาจเป็นไปได้ว่ามีกลไกของการดื้อยาล่วงหน้าในธรรมชาติอยู่แล้วต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งยังมิได้คิดค้นขึ้นด้วยซ้ำ

ประการที่สอง การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่สมเหตุสมผลเป็นสาเหตุเดียวของการที่เกิดเชื้อดื้อยาหรือไม่

ความเชื่อนี้แพร่หลายกันทั่ว จนกระทั่งเชื่อว่าถ้ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลจะไม่ทำให้มีการดื้อยาเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะไม่เป็นความจริงทั้งหมด เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ว่าจะใช้อย่างถูกต้องหรือใช้โดยที่ไม่สมควรที่จะใช้ ต่างก็จะเกิดแรงกดดันต่อแบคทีเรียในร่างกายที่ทุกคนมีอยู่ตามปกติ และตัวที่ก่อโรคทำให้แบคทีเรียเพื่อความอยู่รอดต้องพัฒนากลไกในการดื้อยานั้นๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เรามีความจำเป็นที่ต้องเลิกใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่สมเหตุสมผลไม่ใช่เพราะเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นไปไม่ได้แต่ว่าอาจจะชะลอการดื้อยาได้บ้าง และทั้งนี้ การใช้ยาไม่สมเหตุสมผลไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

ประการที่สาม เป็นความจริงหรือไม่ที่ผู้ป่วยต้องกินยาจนครบระยะเวลาตามที่กำหนด แม้ว่าจะอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

ข้อปฏิบัตินี้เริ่มมาตั้งแต่ประมาณปี 1940 โดยที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนชัดเจนนักว่า การที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะยาวนานจนครบกำหนด แม้ว่าขณะนั้นจะไม่มีหลักฐานของการติดเชื้อหลงเหลืออยู่ก็ตาม จะป้องกันการดื้อยาได้

มีการศึกษาในระยะหลังพบว่า การใช้ยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่สั้นขึ้นจะช่วยป้องกันการดื้อยาและมีประสิทธิภาพเช่นเดิม ทั้งนี้ โดยเปรียบเทียบการใช้ยาในระยะสั้นหรือยาวในการรักษา การติดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดผิวหนังเนื้อเยื่ออักเสบ, ไซนัสอักเสบ, ปอดบวมที่เกิดขึ้นจากนอกโรงพยาบาลและที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล และที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เครื่องช่วยหายใจ, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการติดเชื้อในช่องท้องที่มีภาวะแทรกซ้อน

อย่างไรก็ตาม กรณีของการใช้ยาปฏิชีวนะที่กล่าวนี้หมายรวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลัน แต่ไม่รวมการติดเชื้อที่อยู่หรือซ่อนอยู่ในบางแหล่งและเกิดขึ้นเรื้อรัง เช่น มีการติดเชื้อในกระดูก การติดเชื้อจากวัณโรค และการติดเชื้อรา ซึ่งแม้ว่าอาการดูเหมือนจะดีขึ้นก็ตาม แต่ยังจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในเวลาที่เนิ่นนานขึ้น

ประการที่สี่ เมื่อมีการดื้อยาปฏิชีวนะเกิดขึ้น เป็นผลเนื่องจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรมของเชื้อที่อยู่ที่ตำแหน่งของการติดเชื้อเท่านั้นจริงหรือ ความเชื่อดังกล่าวน่าจะมาจากเชื้อวัณโรคดื้อยา โดยเชื้อจะจำกัดอยู่ที่ปอด การดื้อยาเกิดจากการที่มีการปรับเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมอันเป็นผลตอบโต้ยาวัณโรค

ทั้งนี้ ในกรณีของวัณโรคน่าจะมีความแตกต่างจากเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ เนื่องจากเชื้อวัณโรคไม่ได้เป็นเชื้อที่เป็นส่วนหนึ่งของจุลินทรีย์ปกติในมนุษย์ ดังนั้น การดื้อก็จะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่มีเชื้อ โดยเฉพาะที่ที่มีโพรงในเนื้อปอดที่มีเชื้อวัณโรคเป็นจำนวนมากมหาศาล และทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการดื้อยาถ้าได้รับยาฆ่าเชื้อเพียงหนึ่งตัว

สำหรับเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ เมื่อเราได้รับยาปฏิชีวนะแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ซึ่งโดยปกติก็มีอยู่ในร่างกายมนุษย์อยู่แล้ว โดยเฉพาะที่ผิวหนังและในลำไส้ และแน่นอนมีกลุ่มที่ดื้อยาอยู่แล้วปริมาณหนึ่ง ทั้งหมดก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย และมีการส่งผ่านแชร์กลไกของการดื้อยา เช่น plasmid transposon phage และ naked DNA ทำให้มวลหมู่ประชากรดื้อยาเพิ่มขึ้นอีก

การที่ร่างกายถึงแม้จะดูปกติ แต่ในลำไส้เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีกลไกของการดื้อยาระดับต่างๆ จะเพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อดื้อยาเหล่านี้ไปสู่คนอื่น ไม่ว่าจะการสัมผัสโดยตรง หรือโดยอ้อมจากการปนเปื้อนในภาชนะต่างๆ.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เชื้อดื้อยาเชื้อแบคทีเรียสุขภาพหรรษาหมอดื้อเชื้อแบคทีเรียดื้อยา

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
Sonp logo
inet logo
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2564 เวลา 23:50 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์