กระแสการดูแลสุขภาพและการสร้างกล้ามเนื้อเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่การเสพติดการออกกำลังกายจนเกินขอบเขต อาจกลายเป็นการทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้ถ่ายทอดจากประสบการณ์ของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่เปิดเผยในรายการทอล์กโชว์ว่า เคยเข้าฟิตเนสหักโหมตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น จนส่งผลกระทบให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ และเข้าสู่ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism)

ผลกระทบนี้ทำให้ฮอร์โมนและระดับวิตามินในร่างกายรวนจนมีค่าเทียบเท่าคนวัย 60 ปี ภาวะออกกำลังกายหนักเกินไป (Overtraining Syndrome) จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรศึกษา ทั้งสาเหตุที่กระทบต่อไทรอยด์ สัญญาณเตือน และแนวทางป้องกัน เพื่อการดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม

ออกกำลังกายหนักเกินไป เสี่ยงทำลายไทรอยด์และระบบเผาผลาญ

การออกกำลังกายหนักหน่วงต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาพักฟื้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะความเครียดสะสม หรือภาวะออกกำลังกายหนักเกินไป 

ภาวะนี้กระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอล ออกมาสูงเกินปกติ ซึ่งระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจะเข้าไปกดการทำงานของต่อมไทรอยด์

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ส่งผลให้การผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ทั้ง T3 และ T4 ลดลง จนนำไปสู่ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ และทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

เช็ก 6 สัญญาณเตือน ออกกำลังกายหนักจนไทรอยด์ทำงานต่ำ

ผู้ที่ชอบออกกำลังกายหนักควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

  1. อ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยล้าสะสมไม่หาย แม้พักผ่อนเพียงพอ
  2. น้ำหนักพุ่งผิดปกติ ตั้งใจคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น
  3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฟื้นตัวช้าหลังออกกำลังกาย และมีอาการปวดตามข้อ
  4. ขี้หนาวผิดปกติ รู้สึกหนาวง่ายแม้ในสภาพอากาศร้อน
  5. อารมณ์แปรปรวน ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย หรือมีภาวะซึมเศร้า
  6. ผิวแห้ง ผมร่วง สภาพผิวแห้งเสีย และเส้นผมขาดความเงางาม

สำรวจตัวเองด่วน ออกกำลังกายแบบไหนเรียก “โหมเกินไป”

เส้นกั้นบางๆ ระหว่างการมีวินัยกับการทำร้ายร่างกาย คือสิ่งที่คนออกกำลังกายต้องระวัง มาลองเทียบดูกันว่าร่างกายของคุณกำลังอยู่ในสภาวะไหน

สัญญาณของความ “ฟิตพอดี”

  • รู้สึกตื่นตัวและมีพลังหลังออกแรง
  • ไม่มีอาการปวดเมื่อยรุนแรงข้ามวัน
  • อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

สัญญาณเตือนว่า “โหมเกินไป” 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • เหนื่อยล้าสะสมตลอดเวลา
  • มีอาการเจ็บปวดเรื้อรังตามข้อและกล้ามเนื้อ
  • น้ำหนักไม่ลงหรือสัดส่วนไม่เปลี่ยน แม้จะเพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย
  • หากพบสัญญาณเตือน ควรลดความเข้มข้นลงและปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ก่อนจะกลับไปลุยต่อ

อย่าปล่อยไว้นาน ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ภัยเงียบทำร้ายหัวใจและเซลล์

ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ตกไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายหรือรู้สึกเหนื่อยล้าเท่านั้น แต่การปล่อยไว้ในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

ผลกระทบเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะกระดูกบาง และเร่งให้ระบบภายในรวมถึงเซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพลงก่อนวัยอันควร

5 วิธีป้องกันไทรอยด์พัง และฟื้นฟูร่างกายสำหรับสายฟิต

การดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีช่วยป้องกันภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ และช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงได้ตามแนวทางเหล่านี้

  • พบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก เจาะเลือดตรวจค่าไทรอยด์ ทั้ง TSH, Free T3 และ Free T4 ทันทีเมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย
  • รักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน หากอาการรุนแรง แพทย์จะประเมินการใช้ยาปรับระดับฮอร์โมนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างใกล้ชิด
  • แบ่งเวลาให้ร่างกายพัก จัดวัน Rest Day อย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ เพราะกระบวนการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อเกิดขึ้นขณะพักผ่อน
  • รับประทานอาหารให้เพียงพอ ทานอาหารให้ได้พลังงานเหมาะสม หลีกเลี่ยงการตัดแป้งหรือไขมันมากเกินไป เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตฮอร์โมน
  • ปรับระดับการซ้อมตามสภาพร่างกาย หมั่นสังเกตตัวเอง หากมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง ควรลดความหนักในการออกกำลังกายลง

ปั้นหุ่นอย่างมีสติ สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากความสมดุล

ความมุ่งมั่นในการสร้างรูปร่างเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าสุขภาพที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากความสมดุล

การผลักดันร่างกายจนเกินขีดจำกัดไม่ได้ทำให้แข็งแรงขึ้น แต่เสี่ยงทำให้ระบบภายในรวนจนกระทบสุขภาพระยะยาว การปรับรูปแบบชีวิตให้อยู่ในระดับพอดี และให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม คือกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดี