การใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวันโดยไม่ทำความสะอาด ทำให้เหงื่อและสิ่งสกปรกสะสมจนเกิดความอับชื้น ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคผิวหนังบริเวณเท้าและเล็บ โดยเฉพาะเชื้อราที่เล็บและโรคเหม็นเป็นรู

ใส่รองเท้าคู่เดิมไม่ซัก ระวัง 2 โรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย

1. โรคเชื้อราที่เล็บ

ความอับชื้นในรองเท้าเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อราที่เล็บ โดยเชื้อราอาจลุกลามเข้าสู่ใต้เล็บ ทำให้เล็บผิดปกติ ซึ่งสังเกตได้จากอาการดังนี้

  • เล็บเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น เหลือง หรือน้ำตาล

  • เล็บหนา เปราะ แตก หรือร่อนเป็นผง

  • มีเศษเล็บและผิวหนังสะสมใต้เล็บ

  • เล็บผิดรูป หรือเจ็บเมื่อสวมรองเท้า

โรคนี้อาจต้องรักษานานหลายเดือน เพราะเล็บเท้างอกช้า และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

2. โรคเท้าเป็นรูจากแบคทีเรีย

โรคเท้าเป็นรู เกิดจากแบคทีเรียบางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอับชื้น และกัดเคราตินที่ผิวหนังชั้นนอก จนทำให้ฝ่าเท้าเกิดรูเล็กๆ  โดยเฉพาะคนที่เหงื่อออกมากหรือสวมรองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน มีอาการดังนี้

  • ฝ่าเท้ามีรูเล็กๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะส้นเท้าและหน้าเท้า

  • ผิวหนังขาวซีดหรือเปื่อยเมื่อเปียกน้ำ

  • เท้ามีกลิ่นเหม็นรุนแรง แม้เพิ่งล้างเท้า

  • บางรายอาจคันหรือเจ็บเวลาเดิน

โรคนี้รักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดทา ตามคำแนะนำของแพทย์ ควบคู่กับการดูแลเท้าให้แห้งและสะอาด

5 วิธีป้องกันเชื้อโรคสะสมในรองเท้า

  1. สลับรองเท้าใส่ ควรมีรองเท้าอย่างน้อย 2 คู่ เพื่อสลับใช้งาน ลดการสะสมเชื้อโรค

  2. ซักรองเท้าเป็นประจำ โดยเฉพาะแผ่นรองด้านใน ใช้วิธีทำความสะอาดตามความเหมาะสม

  3. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน เลือกเนื้อผ้าที่ระบายอากาศและความชื้นได้ดี หากเปียกชื้นควรเปลี่ยนทันที

  4. ผึ่งรองเท้าหลังใช้งาน วางในที่อากาศถ่ายเท เพื่อไล่ความชื้น ไม่ควรเก็บรองเท้าที่ยังเปียกชื้นไว้ในตู้ปิด

  5. รักษาความสะอาดเท้า ล้างเท้าด้วยสบู่ทุกวัน และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าก่อนสวมรองเท้า

การดูแลรองเท้าให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อเชื้อราที่เล็บและโรคเท้าเป็นรู หากพบว่าเล็บเปลี่ยนสี หนาผิดปกติ หรือฝ่าเท้าเริ่มเป็นรู ควรปรึกษาแพทย์