อาการปวดสะโพก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบข้อ การใช้งานซ้ำๆ การบาดเจ็บ ไปจนถึงปัญหาจากตัวข้อสะโพกเอง เช่น ข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่ผิวกระดูกอ่อนในข้อค่อยๆ สึก ทำให้การเคลื่อนไหวไม่ลื่นเหมือนเดิม และเกิดอาการปวด ฝืด หรือขยับติดได้ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าอาการ เจ็บสะโพก เป็นแค่เรื่องของอายุหรือความเมื่อย แต่ในความจริง ถ้ามีอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะ ปวดสะโพกเวลาเดิน ปวดลึกบริเวณขาหนีบ สะโพกฝืด หรือเริ่มเดินกะเผลก อาจเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เพราะยิ่งรู้สาเหตุเร็ว ยิ่งช่วยวางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น

ข้อสะโพกเสื่อมคืออะไร

ข้อสะโพกเสื่อม คือภาวะที่กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่รองรับและลดการเสียดสีในข้อสะโพกค่อยๆ สึกหรือเสียสภาพ เมื่อผิวข้อไม่เรียบ การเคลื่อนไหวจะเริ่มเจ็บ ติด ฝืด และอาจมีช่วงที่รู้สึกเหมือนสะโพกขัดหรือสะโพกติดได้ ในบางรายอาจมีการงอกของกระดูกส่วนเกินร่วมด้วย ทำให้ข้อยิ่งเคลื่อนไหวได้ลดลง

ข้อสะโพกเป็นข้อสำคัญที่ต้องรับน้ำหนักร่างกายทุกวัน จึงมีผลโดยตรงต่อการเดิน การลุกนั่ง การขึ้นลงบันได และการใช้ชีวิตประจำวัน หากเริ่มมี สะโพกเสื่อม แต่ยังไม่ได้รับการดูแล อาการมักค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามเวลา

ปวดสะโพกเกิดจากอะไร

อาการ ปวดสะโพกเกิดจากอะไร นั้นตอบได้หลายแบบ เพราะตำแหน่งปวดและลักษณะอาการช่วยบอกสาเหตุได้ เช่น ปัญหาจากข้อสะโพกโดยตรง ปัญหาเอ็นหรือกล้ามเนื้อรอบสะโพก หรืออาการปวดร้าวจากหลังและเส้นประสาท  สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

1) ข้อสะโพกเสื่อม เป็นสาเหตุสำคัญของอาการ ปวดสะโพกเวลาเดิน สะโพกฝืด ขยับลำบาก และปวดลึกบริเวณขาหนีบ โดยเฉพาะในคนวัยกลางคนขึ้นไปหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสะสม

2) การอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็น หรือถุงน้ำรอบสะโพก มักปวดด้านนอกสะโพกหรือปวดเวลานอนตะแคงทับข้างที่มีอาการ มากกว่าจะปวดลึกในข้อสะโพกเอง

3) การบาดเจ็บหรือใช้งานซ้ำ เช่น ยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก เดินนาน วิ่งมาก หรือมีอุบัติเหตุ ทำให้เกิดอาการเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้

4) ปัญหาจากหลังหรือเส้นประสาท บางคนมีอาการ ปวดสะโพกร้าวลงขา ซึ่งอาจไม่ได้มาจากข้อสะโพกโดยตรง แต่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทจากหลังส่วนล่าง เช่น ภาวะรากประสาทถูกกดทับหรืออาการคล้าย sciatica ได้

อาการแบบไหนเสี่ยงข้อสะโพกเสื่อม

หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมกันหลายข้อ ควรระวังเรื่อง ข้อสะโพกเสื่อมมีอาการอย่างไร เพราะเป็นรูปแบบอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยข้อสะโพกเสื่อม

  • ปวดลึกบริเวณขาหนีบ อาการ ปวดขาหนีบ หรือปวดลึกด้านหน้าสะโพกเป็นหนึ่งในลักษณะที่ชี้ว่าต้นเหตุอาจมาจากข้อสะโพกโดยตรง มากกว่ากล้ามเนื้อด้านนอกสะโพก
  • ปวดสะโพกเวลาเดินหรือยืนลงน้ำหนัก ผู้ป่วยจำนวนมากจะเริ่มรู้สึก ปวดสะโพกเวลาเดิน เดินนานแล้วปวด หรือยิ่งลงน้ำหนักยิ่งเจ็บ บางรายเดินกะเผลกเพราะข้อสะโพกรับน้ำหนักได้ไม่ดีเหมือนเดิม
  • สะโพกฝืด สะโพกติด ขยับได้ไม่สุด มักรู้สึกฝืดหลังตื่นนอนหรือหลังนั่งนานๆ และเริ่มลำบากเวลาสวมกางเกง ใส่รองเท้า ก้มผูกเชือกรองเท้า หรือกางขา/หมุนขาได้ไม่เหมือนเดิม
  • ปวดร้าวไปต้นขา ก้น หรือเข่า อาการจากข้อสะโพกเสื่อมอาจไม่ได้ปวดเฉพาะสะโพก แต่ร้าวไปต้นขา ก้น หรือเข่าได้ ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาที่เข่าหรือหลังเท่านั้น
  • ปวดสะโพกข้างเดียว ในระยะแรก หลายคนเริ่มจาก ปวดสะโพกข้างเดียว ก่อน โดยเฉพาะข้างที่รับน้ำหนักมากหรือมีประวัติบาดเจ็บเดิม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อสะโพกเสื่อมง่ายขึ้น

แม้ข้อสะโพกเสื่อมจะพบมากขึ้นตามอายุ แต่ไม่ได้เกิดจากอายุอย่างเดียว ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ อายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัวเกิน ประวัติข้อสะโพกบาดเจ็บมาก่อน ประวัติคนในครอบครัวมีข้อเสื่อม และความผิดรูปของข้อสะโพกตั้งแต่กำเนิดบางชนิด พูดง่ายๆ คือ ถ้าข้อสะโพกต้องรับแรงมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือมีโครงสร้างข้อที่ไม่สมดุลตั้งแต่แรก ก็อาจทำให้กระดูกอ่อนสึกเร็วขึ้นได้

ปวดสะโพกแบบไหนควรรีบพบแพทย์

  • ปวดสะโพกเรื้อรังเกิน 2–4 สัปดาห์
  • ปวดสะโพกเวลาเดิน หรือเดินแล้วกะเผลกชัดเจน
  • มีอาการ สะโพกฝืด หรือขยับสะโพกได้ลดลง
  • ปวดลึกบริเวณขาหนีบหรือมี ปวดสะโพกร้าวลงขา
  • รู้สึกว่าสะโพกติด ลุกนั่งลำบาก หรือขึ้นบันไดลำบาก
  • อาการเริ่มรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

และถ้ามีอาการต่อไปนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ได้แก่ ปวดรุนแรงหลังหกล้มหรืออุบัติเหตุ เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีอาการชาร่วมหลังบาดเจ็บ

ข้อสะโพกเสื่อมรักษาอย่างไร

แนวทางรักษาข้อสะโพกเสื่อมจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแพทย์มักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน เช่น การปรับพฤติกรรมเพื่อลดแรงกดที่ข้อสะโพก การทำกายภาพบำบัด การออกกำลังกายที่เหมาะสม การควบคุมน้ำหนัก และการใช้ยาลดปวดตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งช่วยลดอาการปวดและคงการเคลื่อนไหวของข้อได้ในหลายราย

ในผู้ป่วยที่อาการมากขึ้นเรื่อยๆ มีอาการปวดจนรบกวนการเดิน การลุกนั่ง การนอน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ลดลง และรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เป็นหนึ่งในวิธีรักษา เพื่อช่วยลดอาการปวด เพิ่มการเคลื่อนไหว และฟื้นคุณภาพชีวิตให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากขึ้น

ดังนั้น หากมีอาการปวดสะโพกเรื้อรัง สะโพกฝืด เดินลำบาก หรืออาการเริ่มกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ตั้งแต่การดูแลแบบไม่ผ่าตัดไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในรายที่จำเป็น

ปวดสะโพก ไม่ได้แปลว่าเป็นข้อสะโพกเสื่อมเสมอไป

อาการปวดสะโพก ไม่ได้แปลว่าเป็นข้อสะโพกเสื่อมเสมอไป แต่ถ้ามีลักษณะอย่าง ปวดขาหนีบ ปวดสะโพกเวลาเดิน สะโพกฝืด สะโพกติด ปวดสะโพกร้าวลงขา หรือปวดสะโพกข้างเดียวเรื้อรัง ควรนึกถึงความผิดปกติของข้อสะโพกไว้ก่อน โดยเฉพาะในคนที่อายุมากขึ้น มีน้ำหนักเกิน หรือเคยมีประวัติบาดเจ็บบริเวณสะโพกมาก่อน

การพบแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยแยกสาเหตุได้ชัดว่าเป็นปัญหาจากข้อสะโพกจริง หรือเป็นอาการที่ร้าวมาจากกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือหลังส่วนล่าง และช่วยวางแผนการดูแลรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น และหากมีอาการปวดสะโพกเรื้อรัง เดินแล้วปวด ขยับสะโพกได้ไม่สุด หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนรักษาได้อย่างตรงจุด

ข้อมูลโดย : ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา