โรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) เป็นโรคหายากที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย เกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตมากผิดปกติ ส่งผลให้มือ เท้า และโครงสร้างใบหน้าค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป โดยอาการมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยอาจไม่ทันสังเกต

ไทยรัฐออนไลน์ ชวนทำความรู้จัก "โรคอะโครเมกาลี" พร้อมเปิดสาเหตุ วิธีสังเกตอาการ และแนวทางการรักษาที่ควรรู้ เพราะหากไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ 

(อ่านข่าว : หนุ่มมือเบส ขอบคุณโน้ตจากคุณหมอ เตือนให้ตรวจโรค Acromegaly จนรักษาได้ทันท่วงที)

ทำความรู้จัก Acromegaly คือโรคอะไร

โรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) คือ โรคเรื้อรังที่พบได้ยาก เกิดจากร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อบางส่วนเจริญเติบโตผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณมือ เท้า และใบหน้า มักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่กระดูกหยุดเจริญเติบโตด้านความยาวแล้ว

อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง Acromegaly ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ International Journal of General Medicine เมื่อปี 2013 ระบุว่า ในประชากรผู้ใหญ่ 1 ล้านคน อาจมีผู้ป่วยโรค Acromegaly ประมาณ 40-130 คน พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยส่วนใหญ่อาการมักค่อยๆ ปรากฏอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยอาจไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกาย และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะทราบว่าตนเองเป็นโรคอะโครเมกาลี

ภาพจำลองใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยโรค Acromegaly  (ภาพประกอบข่าวจัดทำขึ้นโดย AI)
ภาพจำลองใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยโรค Acromegaly (ภาพประกอบข่าวจัดทำขึ้นโดย AI)

เปิดสาเหตุของโรค Acromegaly (โรคอะโครเมกาลี) เกิดจากอะไร

โรคอะโครเมกาลีมักเกิดจากเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงบริเวณต่อมใต้สมอง (Pituitary Adenoma) ซึ่งเป็นต่อมขนาดเล็กบริเวณฐานสมอง มีหน้าที่ผลิตและควบคุมฮอร์โมนสำคัญหลายชนิดในร่างกาย

เมื่อเกิดเนื้องอกที่ผลิตโกรทฮอร์โมนมากเกินไป จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน IGF-1 (Insulin-like Growth Factor 1) เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจกดเบียดเส้นประสาทตาบริเวณใกล้เคียง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะหรือการมองเห็นผิดปกติร่วมด้วย

วิธีสังเกตอาการโรค Acromegaly มีสัญญาณอะไรให้สังเกตบ้าง

โรคอะโครเมกาลีมีลักษณะเด่นคือ ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปี โดยข้อมูลจากบทความทบทวนงานวิจัยในวารสาร International Journal of General Medicine ปี 2013 ซึ่งอ้างอิงผลการศึกษาก่อนหน้า พบสัดส่วนอาการที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ป่วย ดังนี้

  1. มือและเท้าใหญ่ขึ้นผิดปกติ
    นิ้วมือหนาขึ้น แหวนที่เคยสวมได้เริ่มคับ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นขนาดใหญ่ขึ้น

  2. ใบหน้าและขากรรไกรเปลี่ยนแปลง
    โหนกคิ้วเด่นชัด คางยื่น จมูกและริมฝีปากใหญ่ขึ้น รวมถึงฟันเริ่มห่าง

  3. เหงื่อออกมากผิดปกติ
    ผู้ป่วยอาจมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ แม้ไม่ได้ออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน

  4. ปวดข้อ
    มีอาการปวดตามข้อต่างๆ จากความผิดปกติของกระดูก กระดูกอ่อน และเนื้อเยื่อรอบข้อ

  5. ปวดศีรษะ
    อาจเกิดจากเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง หรือกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องกับโรค

  6. อาการจากฮอร์โมนเพศทำงานลดลง
    ประจำเดือนผิดปกติในผู้หญิง หรือความต้องการทางเพศลดลง

  7. การมองเห็นผิดปกติ
    โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกมีขนาดใหญ่จนกดเบียดเส้นประสาทตา

  8. อ่อนเพลีย
    รู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่มีแรงมากกว่าปกติ

  9. น้ำหนักเพิ่มขึ้น
    อาจพบร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและระบบเผาผลาญ

นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยโรคอะโครเมกาลีล่าช้า เนื่องจากอาการเหล่านี้พบได้ในโรคทั่วไปเช่นกัน

ภาพประกอบข่าวจัดทำขึ้นโดย AI
ภาพประกอบข่าวจัดทำขึ้นโดย AI

หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรค Acromegaly เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

หากสังเกตว่ามือ เท้า หรือใบหน้ามีขนาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ ซึ่งอาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน IGF-1 ตรวจการตอบสนองของโกรทฮอร์โมนต่อการรับประทานกลูโคส และตรวจ MRI เพื่อค้นหาความผิดปกติบริเวณต่อมใต้สมองตามความเหมาะสม

ไขข้อสังสัยโรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) รักษาหายไหม

โรคอะโครเมกาลีสามารถรักษาและควบคุมโรคได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ภาวะโรคสงบหลังการรักษา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก ระดับฮอร์โมน และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

แนวทางการรักษาหลักมี 3 วิธี ได้แก่

  1. การผ่าตัดเนื้องอก เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก เพื่อช่วยลดการผลิตโกรทฮอร์โมนที่มากผิดปกติ

  2. การใช้ยา ช่วยลดการหลั่งโกรทฮอร์โมนหรือยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน 

  3. การฉายรังสี อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายที่การผ่าตัดและการใช้ยา แต่ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม แม้โรค Acromegaly (โรคอะโครเมกาลี) จะพบได้ไม่บ่อย แต่การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญ โดยเฉพาะอาการมือเท้าใหญ่ขึ้นและใบหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ หากพบความผิดปกติที่น่าสงสัย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม