หลายคนมักเชื่อมโยงภาวะน้ำหนักเกินเข้ากับความขี้เกียจหรือการขาดวินัย แต่ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่า โรคอ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละคนเพียงอย่างเดียว

แท้จริงแล้วภาวะนี้ถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบในระดับสุขภาพมหาชน การก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ แล้วหันมาสำรวจความเสี่ยงทางร่างกายอย่างถูกต้อง จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับโรคนี้อย่างตรงสาเหตุ

สถิติใหม่เผย คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 45%

สถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างชัดเจน อ้างอิงจากข้อมูลการตรวจร่างกายในผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย

รายงานระบุว่า กลุ่มประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนผู้มีภาวะอ้วนขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 45 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจรอบปี 2562-2563 ที่เคยบันทึกไว้ที่ร้อยละ 42.2

ภาคกลางของประเทศไทย มีความชุกของภาวะอ้วนสูงที่สุดถึงร้อยละ 51.1   

เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทยวัย 15 ปีขึ้นไปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีสถิติความชุกของภาวะอ้วนสูงที่สุดในประเทศถึงร้อยละ 51.1

ภาวะอ้วนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สำคัญ ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, ไขมันพอกตับ, โรคหัวใจและหลอดเลือด

ลบภาพจำ "ไม่มีวินัย" เพราะโรคอ้วนมาจากหลายปัจจัย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้โรคอ้วนเป็น "โรคเรื้อรัง" ที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งสาเหตุไม่ได้มีแค่เรื่องของการกินและการขาดความพยายาม แต่ยังรวมถึงปัจจัยลึกๆ เหล่านี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • ระบบประสาทและชีววิทยา
  • พฤติกรรมการกินและการเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ การควบคุมน้ำหนักยังได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน การนอนหลับ ความเครียด ยาบางชนิด และรูปแบบการทำงาน ดังนั้นคำแนะนำที่บอกให้ "กินน้อยลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น" จึงอาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป

ผลกระทบจากการตัดสินรูปร่าง เมื่อคำพูดนำไปสู่วงจรโยโย่เอฟเฟกต์

คำพูดตัดสินว่าผู้มีภาวะอ้วนไม่พยายามดูแลตัวเอง มักสร้างความรู้สึกอับอายจนไม่กล้าเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ และมักนำไปสู่การเลือกวิธีอดอาหารอย่างหักโหม เมื่อไม่สามารถทำได้ตลอด น้ำหนักตัวจึงกลับมาเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นวงจรน้ำหนักขึ้นลงไม่คงที่ หรือโยโย่เอฟเฟกต์ 

สถานการณ์ภาวะอ้วนที่พบมากขึ้นในกลุ่มคนทำงานและวัยรุ่น ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนทัศนคติ โดยข้อมูลจากคุณพักตร์นลิน บูลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด เสนอว่า สังคมควรช่วยกันเปลี่ยนจากการตัดสินรูปร่าง มาเป็นการส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนกล้าตรวจคัดกรองร่างกายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ตารางเช็กความเสี่ยงโรคอ้วนเบื้องต้น

เราสามารถประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้ง่ายๆ จากการวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเส้นรอบเอว ดังนี้

วิธีการประเมิน
เกณฑ์ความเสี่ยง
ความหมาย
ดัชนีมวลกาย (BMI)
มากกว่า 23
เริ่มมีภาวะน้ำหนักเกิน
ดัชนีมวลกาย (BMI)
มากกว่า 25
มีภาวะอ้วน
เส้นรอบเอว (ผู้ชาย)
ตั้งแต่ 90 ซม. / 
36 นิ้ว ขึ้นไป
ภาวะอ้วนลงพุง
เส้นรอบเอว (ผู้หญิง)
ตั้งแต่ 80 ซม. / 
32 นิ้ว ขึ้นไป
ภาวะอ้วนลงพุง

หมายเหตุ: ผู้ที่เข้าเกณฑ์ควรเข้ารับการตรวจวัดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดเพิ่มเติม พร้อมแจ้งประวัติสุขภาพแก่แพทย์

รักษาโรคอ้วนให้ตรงจุด เมื่อการปรับพฤติกรรมอาจไม่เพียงพอ

โรคอ้วนเป็นภาวะสุขภาพเรื้อรังที่ซับซ้อนกว่าเรื่องการขาดวินัย และหลายครั้งการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จนต้องอาศัยการดูแลจากแพทย์เข้ามาช่วยสนับสนุน

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery) ถือเป็นทางเลือกทางการแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความงาม การเปลี่ยนจากการตัดสินรูปร่างมาเป็นการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และหลีกเลี่ยงยาลดน้ำหนักที่ไม่ได้มาตรฐาน จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ยั่งยืน

ข้อมูลอ้างอิง

  • บทสรุปผู้บริหาร การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568   
  • สปสช. แนวทางการประเมินผ่าตัดรักษาโรคอ้วน
  • องค์การอนามัยโลก (WHO): Obesity and overweight
  • Impact of weight bias and stigma on quality of care (NCBI)
  • Physiological and Epigenetic Features of Yoyo Dieting (NCBI)
  • การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ฉบับเต็ม (หน้า 148)
  • Mechanisms of action and therapeutic applications (NCBI)