ช่วงฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง ไม่เพียงสร้างความยากลำบากในการเดินทาง แต่ยังเป็นช่องทางให้เชื้อโรคและสัตว์พาหะแพร่กระจายเข้าสู่บริเวณบ้านได้อย่างง่ายดาย

การจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเสีย ย่ำดินโคลน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ไม่ควรชะล่าใจเด็ดขาด เพราะบาดแผลเล็กๆ หรืออาการไข้ต่ำๆ สามารถลุกลามเป็นโรคร้ายแรงได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงร่วมให้ข้อมูลเตือนภัยสุขภาพ พร้อมสรุปเช็กลิสต์ 5 โรคยอดฮิตช่วงน้ำท่วม สถิติที่น่าสนใจ และแนวทางป้องกัน เพื่อให้ประชาชนสังเกตอาการผิดปกติและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

1. โรคฉี่หนู ภัยเงียบยามน้ำท่วม

ช่วงน้ำท่วมขัง โคลนและน้ำเสียเป็นแหล่งสะสมของ "โรคฉี่หนู" ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ในปัสสาวะของหนู รวมถึงสัตว์อย่างวัว ควาย หมู สุนัข และกระรอก เชื้อปนเปื้อนเข้าทางบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา ปาก และจมูกได้ง่าย

อ.นพ.หฤษฎ์ ทองวิทูโกมาลย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ผู้ติดเชื้อจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อน่องและหลังอย่างรุนแรง และตาแดง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับยาปฏิชีวนะทันท่วงที อาจลุกลามเป็นภาวะตัวเหลืองตาเหลือง ไตวาย เลือดออกในปอด และเสียชีวิตได้

สถิติกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 2,190 ราย และเสียชีวิต 30 ราย หากใครสัมผัสน้ำขังแล้วมีอาการไข้ ปวดเมื่อย หรือตาแดง ภายใน 7–14 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

2. โรคไข้เลือดออก ไข้ลดอย่าเพิ่งวางใจ ห้ามซื้อยากินเอง

ช่วงหน้าฝน น้ำขังเพียงเล็กน้อยตามถังน้ำ จานรองกระถาง หรือเศษขยะรอบบ้าน ก็กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ทันที ส่งผลให้โรคไข้เลือดออกกลับมาระบาดหนักขึ้น

สัญญาณเตือนเริ่มจากไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย คลื่นไส้อาเจียน และมีผื่นแดง แต่สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือช่วง "ไข้เริ่มลด" เพราะอาจเป็นช่วงวิกฤต หากพบอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนบ่อย มือเท้าเย็น หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ควรรีบพบแพทย์ทันที

สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ ห้ามซื้อยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนก มารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยสถิติกรมควบคุมโรค (1 ม.ค. – 22 ก.ค. 2569) พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 16,094 ราย และเสียชีวิต 26 ราย ซึ่งกลุ่มเด็กและวัยรุ่นอายุ 10–19 ปี เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด

3. โรคไข้หวัดใหญ่ แพร่ระบาดง่ายในพื้นที่ปิด

การอพยพมาพักอาศัยร่วมกันในศูนย์พักพิงหรืออาคารปิดช่วงน้ำท่วม เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้โรคไข้หวัดใหญ่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว เนื่องจากระบบถ่ายเทอากาศมีจำกัด ทำให้เชื้อกระจายได้ง่ายจากการไอ จาม หรือใช้สิ่งของร่วมกัน

สัญญาณเตือนของโรคคือ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ไอ เจ็บคอ และน้ำมูกไหล ซึ่งผู้ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือกลุ่มเสี่ยงสูง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคเรื้อรัง

สถิติกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กรกฎาคม 2569 ชี้ว่ามีผู้ป่วยสะสมแล้วถึง 213,621 ราย เสียชีวิต 22 ราย โดยกลุ่มเด็กเล็กอายุ 5–9 ปี เป็นกลุ่มที่ติดเชื้อมากที่สุด

4. โรคอุจจาระร่วง ความเสี่ยงจากน้ำและอาหารปนเปื้อน

ช่วงน้ำท่วมขัง สิ่งสกปรกและสิ่งปฏิกูลสามารถปนเปื้อนเข้าสู่อาหาร วัตถุดิบ รวมถึงแหล่งน้ำใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย ส่งผลให้โรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษแพร่ระบาดได้รวดเร็ว

หากมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ การดูแลเบื้องต้นคือการดื่มน้ำสะอาดผสมผงเกลือแร่ ORS เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่หากพบอาการรุนแรงอย่างถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนหนักจนดื่มน้ำไม่ได้ หรืออ่อนเพลียซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สถิติจากกรมควบคุมโรค ช่วงวันที่ 14 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2569 ชี้ว่า โรคอุจจาระร่วงเป็นโรคที่พบผู้ป่วยสูงที่สุดในบรรดาโรคที่มากับฤดูฝน

5. โรคผิวหนังและแผลติดเชื้อ ย่ำน้ำนาน ผิวหนังอักเสบ   

การจำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานาน จะทำให้ผิวหนังเปื่อยชื้นจนเกราะป้องกันตามธรรมชาติลดลง เป็นสาเหตุให้อาการน้ำกัดเท้า ผื่นคัน เชื้อรา และแผลติดเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้นได้ง่าย

หากเริ่มรู้สึกคัน แสบ ผิวลอก มีตุ่ม หรือสังเกตเห็นแผลบวมแดงร้อนบริเวณเท้าและซอกนิ้ว นั่นคือสัญญาณเตือนของโรคผิวหนังที่ต้องเร่งทำความสะอาดและดูแลทันที

โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว เพราะการติดเชื้อที่บาดแผลสามารถลุกลามจนกลายเป็นอันตรายรุนแรงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

ตารางสรุป 5 โรคยอดฮิตช่วงน้ำท่วม สัญญาณเตือน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

โรค
อาการเตือน
การป้องกันและดูแลเบื้องต้น
1. โรคฉี่หนู
ไข้สูง ปวดน่อง/หลัง ตาแดง ตัวเหลือง
สวม boots ยาง ล้างตัวทันทีหลังลุยน้ำ หลีกเลี่ยงน้ำขัง   
2. ไข้เลือดออก
ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกระบอกตา ปวดท้อง
คว่ำภาชนะน้ำขัง ทายากันยุง ห้ามกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
3. ไข้หวัดใหญ่
ไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว
สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เลี่ยงการใช้ของร่วมกัน   
4. อุจจาระร่วง
ถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
กินอาหารปรุงสุกใหม่ จิบน้ำผสมเกลือแร่ ORS
5. โรคผิวหนัง/แผลติดเชื้อ
เท้าเปื่อย ผื่นคัน แผลบวมแดงมีหนอง
เช็ดเท้าให้แห้งสนิทหลังลุยน้ำ ปิดแผลด้วยวัสดุกันน้ำ   

5 วิธีป้องกันตัวช่วงน้ำท่วม เช็กลิสต์สุขภาพก่อนเสี่ยงโรคร้าย

การรับมือน้ำท่วมอย่างปลอดภัย เริ่มต้นได้ด้วย 5 ข้อปฏิบัติตนเพื่อป้องกันเชื้อโรคและอันตรายที่มากับน้ำขัง

  1. สวมอุปกรณ์ป้องกัน ใส่รองเท้าบู๊ตยางและถุงมือเมื่อต้องลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้าน
  2. ปิดแผลมิดชิด ใช้แผ่นปิดแผลกันน้ำปิดบาดแผลก่อนสัมผัสพื้นที่ชื้นแฉะ
  3. ชำระร่างกายทันที อาบน้ำถูสบู่ทันทีหลังจากลุยน้ำหรือดินโคลน
  4. เลือกกินอาหารสุกสะอาด ดื่มน้ำบรรจุขวด และหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อน
  5. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ เทน้ำขังตามภาชนะรอบบ้านเพื่อตัดวงจรยุงลาย

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เน้นย้ำให้สังเกตอาการตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หากมีไข้สูงต่อเนื่อง ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง หรือแผลอักเสบบวมแดง ควรรีบพบแพทย์ทันที

ข้อมูลอ้างอิง 

  • งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 
  • โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน