ช่วงฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขังตามตรอกซอกซอย เป็นสถานการณ์ที่หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ การต้องเดินย่ำน้ำสกปรกกลับบ้านมักตามมาด้วยความกังวลเรื่องสุขอนามัย โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้าและเชื้อโรคต่างๆ ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนที่ทำความสะอาดเท้าอย่างดีหลังกลับถึงบ้านแล้ว กลับยังต้องเผชิญกับอาการคัน ลอก หรือเปื่อยบวมที่ไม่ยอมหายสักที สาเหตุสำคัญมักเกิดจากขั้นตอนการดูแลที่ยังไม่ครบถ้วน หรือการละเลยจุดเล็กๆ ที่คาดไม่ถึง การรับมืออย่างถูกต้องทันทีหลังสัมผัสน้ำขังจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
1. ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีเมื่อถึงที่พัก
ขั้นตอนแรกเมื่อก้าวเข้าบ้านคือการจัดการกับคราบสกปรกภายนอกทันที ให้เปิดน้ำสะอาดไหลผ่านเท้าเพื่อชำระล้างเศษโคลน คราบน้ำมัน หรือสิ่งแปลกปลอมออกไป จากนั้นใช้สบู่อ่อนๆ ฟอกให้ทั่วทั้งหลังเท้า ฝ่าเท้า และตามซอกนิ้ว สิ่งสำคัญคือต้องถูเบาๆ ไม่ควรถูหรือขัดผิวหนังแรงเกินไป เพราะการขัดถูอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดบาดแผลขนาดเล็กบนผิวหนัง ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
2. ซับเท้าและซอกนิ้วให้แห้งสนิท
นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุดที่หลายคนมองข้าม การล้างเท้าจนสะอาดจะไม่มีประโยชน์เลยหากปล่อยให้เท้าอับชื้น เชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคน้ำกัดเท้าเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่อับและมีความชื้นสูง บริเวณซอกนิ้วเท้าโดยเฉพาะระหว่างนิ้วนางและนิ้วก้อย มักมีน้ำขังอยู่หลังการล้าง หากเพียงแค่เช็ดเท้าผ่านๆ แล้วสวมถุงเท้าหรือรองเท้าทันที ความชื้นที่ตกค้างจะกลายเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา
การเช็ดเท้าที่ถูกต้องควรใช้ผ้าขนหนูแห้งและสะอาด ซับตามซอกนิ้วทีละนิ้วจนมั่นใจว่าไม่มีความชื้นเหลืออยู่ หากเป็นไปได้อาจใช้พัดลมเป่าซ้ำ หรือใช้ไดร์เป่าผมลมเย็นเป่าบริเวณซอกนิ้วเท้าเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าผิวหนังแห้งสนิทก่อนทำกิจกรรมอื่น
3. สังเกตบาดแผลและสังเกตอาการผิดปกติ
หลังจากเช็ดเท้าแห้งแล้ว ให้สำรวจผิวหนังรอบเท้าอย่างละเอียด หากพบรอยขีดข่วน แผลเปื่อย หรือผิวหนังเริ่มมีลักษณะเปื่อยขาวและคัน ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากมีบาดแผลเปิด ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน าบริเวณบาดแผลทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น โรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis) หรือโรคเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอักเสบ ซึ่งเป็นอันตรายรุนแรงกว่าโรคน้ำกัดเท้าทั่วไป หากพบว่ามีอาการผื่นแดง บวม ร้อน หรือมีหนอง ไหลออกมา ควรไปพบแพทย์เพื่อรับยารักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง
4. ทำความสะอาดรองเท้าและถุงเท้า ห้ามนำกลับมาใส่ซ้ำ
เชื้อโรคและเชื้อราไม่ได้อยู่แค่บนผิวหนัง แต่ยังสะสมอยู่ในรองเท้าและถุงเท้าที่เปียกชื้น การล้างเท้าสะอาดแล้วกลับไปใส่รองเท้าคูเดิมที่ยังชื้นอยู่ จะทำให้เท้ากลับมาติดเชื้อซ้ำได้ทันที
แนวทางการจัดการรองเท้าและถุงเท้าหลังลุยน้ำ
1. ถุงเท้า ควรถอดซักทันทีด้วยน้ำซักผ้าผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วนำไปตากแดดจัดให้แห้งสนิท
2. รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหุ้มส้น ล้างทำความสะอาดโคลนออก ผึ่งในที่ลมโปร่ง หรือตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อ หากทำได้ควรถอดแผ่นรองด้านในออกมาซักแยก
3. รองเท้ายางหรือรองเท้าแตะ ล้างด้วยน้ำสบู่ ใช้แปรงขัดคราบสกปรกออก แล้วเช็ดหรือตากให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่
การดูแลสุขภาพเท้าหลังเดินลุยน้ำขัง ไม่ใช่เรื่องของความสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่คือการป้องกันโรคติดต่อทางผิวหนังและโรคติดเชื้อร้ายแรง การเสียเวลาทำความสะอาด เช็ดซอกนิ้วให้แห้งสนิท และดูแลรองเท้าอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคน้ำกัดเท้าและรักษาสุขอนามัยได้อย่างยั่งยืน
แหล่งอ้างอิง
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข - คำแนะนำการป้องกันโรคน้ำกัดเท้าและการดูแลตนเองช่วงน้ำท่วม
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล - การดูแลและรักษาโรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข - การป้องกันโรคติดเชื้อที่มากับน้ำท่วมขัง