ไขข้อสงสัย ทำไมไม่ควรกินทุเรียนกับเบียร์ เปิดความจริงทางการแพทย์ที่ชี้ว่า สารกำมะถันในทุเรียนทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญผิดปกติ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้!

เข้าสู่ฤดูทุเรียน หนึ่งในคำเตือนที่ได้ยินบ่อยคือ “ห้ามกินทุเรียนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ซึ่งไม่ใช่เพียงความเชื่อ แต่มีคำอธิบายทางการแพทย์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

ไทยรัฐออนไลน์สรุปข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน พร้อมอธิบายว่า เมื่อกินทุเรียนกับเบียร์ ร่างกายอาจได้รับผลกระทบอย่างไร และเหตุใดจึงควรหลีกเลี่ยง

ทำไมไม่ควรกิน “ทุเรียนกับเบียร์” เผยเหตุผลเสี่ยงทำร่างกายขาดน้ำ

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง ขณะที่เบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นกัน เมื่อรับประทานร่วมกันหรือกินในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ร่างกายจึงอาจได้รับพลังงานมากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นและกระบวนการเผาผลาญของร่างกายทำงานมากขึ้น

กระบวนการดังกล่าวต้องใช้น้ำและทำให้ร่างกายเกิดความร้อนมากกว่าปกติ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะหากกินทุเรียนและดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก อาจเกิดอาการตัวร้อน หน้าแดงวูบวาบ สั่น คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม หรือหมดสติ หากร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง อาจทำให้ระดับเกลือแร่ผิดปกติ กระทบต่อการทำงานของสมอง และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

หากเผลอกินทุเรียนคู่กับเบียร์ จะมีอาการผิดปกติอย่างไร

หากเผลอกินทุเรียนคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก อาจพบอาการ ได้แก่

  • ตัวร้อน ไม่สบายตัว หรือหน้าร้อนวูบวาบ
  • สั่น ง่วงซึม
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หมดสติ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนส่งถึงมือแพทย์

หากพบผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรประเมินอาการเบื้องต้น หากหมดสติให้รีบโทรแจ้ง สายด่วนฉุกเฉิน 1669 พร้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

1. พาผู้ป่วยไปอยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก และจัดท่าให้หายใจได้สะดวก
2. คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นให้หลวม
3. หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ห้ามป้อนน้ำ อาหาร หรือสิ่งใดทางปาก เพื่อป้องกันการสำลัก ส่วนผู้ที่ยังรู้สึกตัวสามารถให้ดื่มน้ำได้

อย่างไรก็ตาม ทุเรียนสามารถกินได้ แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม และควรหลีกเลี่ยงการกินร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการกินหรือดื่มในปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและอาการผิดปกติของร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต!

อ้างอิงข้อมูล : โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน