กลายเป็นกระแสข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตัวทั่วโลก เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เสียชีวิต 2 ราย จากการติดเชื้อไข้มาลาเรีย โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสันนิษฐานว่าเกิดจากยุงพาหะที่แอบติดมากับเครื่องบินจากต่างประเทศ (Airport Malaria) เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนกลับมาตระหนักถึงความอันตรายของโรคนี้อีกครั้ง ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปเจาะลึกว่า โรคมาลาเรียคืออะไร มีอาการอย่างไร และเราจะป้องกันตนเองได้อย่างไรบ้าง

โรคมาลาเรีย คืออะไร และเกิดจากอะไร?

โรคมาลาเรีย (Malaria) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ "ไข้ป่า" หรือ "ไข้จับสั่น" เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อปรสิตเดี่ยวในกลุ่ม Plasmodium โดยมี ยุงก้นปล่อง (Anopheles) เพศเมียเป็นพาหะนำโรคหลัก เมื่อยุงที่มีเชื้อมากัดคน เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปฟักตัวที่ตับ ก่อนจะเจริญเติบโตแล้วกลับเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง

แม้โดยปกติโรคนี้จะพบได้บ่อยในพื้นที่ป่าเขาหรือเขตร้อน แต่กรณี "ยุงติดเครื่องบิน" สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน ยุงพาหะสามารถเดินทางข้ามโลกผ่านการขนส่งทางอากาศ ทำให้ผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เสี่ยงสูงก็มีโอกาสได้รับเชื้อได้เช่นกัน

ข้อเปรียบเทียบ
ยุงก้นปล่อง 
(พาหะมาลาเรีย)
ยุงลาย 
(พาหะไข้เลือดออก)
ช่วงเวลาออกหากิน
มักออกหากินช่วงพลบค่ำถึงรุ่งเช้า (กลางคืน)ออกหากินช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก
ลักษณะท่าทางขณะเกาะ
ตูดกระดกขึ้น ทำมุม 45 องศากับพื้นผิวตัวขนานไปกับพื้นผิว ลายขาวสลับดำ
แหล่งเพาะพันธุ์
แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำใส ลำธารในป่าน้ำขังในภาชนะรอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระถาง

สังเกตอาการของโรคมาลาเรีย

โดยทั่วไป ผู้ได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการภายใน 7 ถึง 30 วันหลังจากถูกยุงกัด โดยมีลักษณะอาการที่เป็นเอกลักษณ์แบ่งเป็น 3 ระยะหลักดังนี้:

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  1. ระยะหนาวสั่น: มีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง ปากสั่น ตัวเกร็ง ผิวหนังลุกเป็นหนังไก่ ระยะเวลาราว 15-60 นาที
  2. ระยะไข้สูง: ไข้ขึ้นสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ตัวร้อนจัด ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน ระยะเวลาราว 2-6 ชั่วโมง
  3. ระยะเหงื่อออก: เหงื่อออกซกตามร่างกาย อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว รู้สึกอ่อนเพลียและหลับไป

ข้อควรระวัง: หากเป็นเชื้อชนิดร้ายแรงอย่าง Plasmodium falciparum หากได้รับการรักษาล่าช้า อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง ภาวะไตวาย หรือภาวะเลือดจางขั้นรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

แนวทางการรักษาโรคมาลาเรีย

เมื่อมีอาการสงสัย ควรเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ควรซื้อยากินเองโดยเด็ดขาด

  • การตรวจวินิจฉัย: แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อปรสิตใต้กล้องจุลทรรศน์ หรือใช้ชุดตรวจเร็ว (Rapid Diagnostic Test)
  • การให้ยาต้านมาลาเรีย: ยารักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความรุนแรงของโรค เช่น ยาในกลุ่ม Artemisinin-based Combination Therapy (ACTs) ซึ่งต้องรับประทานยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด
  • การดูแลรักษา: ให้สารน้ำทางหลอดเลือด ยาลดไข้ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด

วิธีป้องกันโรคมาลาเรีย

  • ทายากันยุง: เลือกใช้ยาทากันยุงที่มีส่วนผสมของ DEET หรือ Icaridin เมื่อต้องออกไปนอกบ้านหรือเข้าพื้นที่เสี่ยง 
  • แต่งกายมิดชิด: สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และเลือกเสื้อผ้าโทนสีสว่าง
  • นอนในมุ้ง: สวมมุ้งหรือใช้มุ้งชุบสารเคมีกำจัดยุง โดยเฉพาะเมื่อไปแค้มปิ้งหรืออยู่ในพื้นที่ป่าเขา
  • รับยาป้องกันล่วงหน้า: สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดสูง ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าเพื่อรับยาป้องกันก่อนเดินทาง

โรคมาลาเรียแม้จะเป็นโรคที่คนไทยคุ้นเคยมายาวนาน แต่ความเสี่ยงในโลกยุคใหม่สามารถแพร่กระจายผ่านการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศได้อย่างไม่คาดคิด การสังเกตอาการไข้สูงสลับหนาวสั่นและการรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดคือหัวใจสำคัญในการรักษาอย่างปลอดภัยและทันท่วงที