ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) หากมองย้อนกลับไป สิ่งสำคัญที่สุดที่องค์กรแห่งนี้ ได้ส่งมอบให้แก่สังคมไทยมาโดยตลอดคือ "ความมั่นคงทางยาของประเทศ" ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง องค์กรเพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะมีรากฐานระบบสาธารณสุข ที่แข็งแกร่ง มีตัวยาที่จำเป็นใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม และประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เผยว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการผลิตยาและการแพทย์ทั่วโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุคสมัยที่เคยพึ่งพาเพียงยาเคมียาสามัญสำหรับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย กำลังถูกยกระดับขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรม ได้อยู่ในช่วงของการ “เปลี่ยนผ่าน”จากการดูแลความมั่นคงทางยาในเชิงยาเคมีและยาสามัญเป็นหลัก ไปสู่การใช้นวัตกรรมและการแสวงหาพันธมิตรเพื่อปรับตัวรองรับอนาคต
และในอีก 10 ปีข้างหน้า องค์การเภสัชกรรมได้วางเป้าหมายในการเป็น Future Ready ที่พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยยังคงรักษาความมั่นคงทางยาเคมีควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีไปสู่ยาสารชีวภาพ (Biotechnology) และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อผลการรักษาที่ดีและตรงจุดยิ่งขึ้น
โรงงานรังสิต เฟส 2 หมุดหมายสำคัญ ยกระดับเทคโนโลยีการผลิตระดับโลก
ที่ผ่านมา โรงงานผลิตยาหลักขององค์การเภสัชกรรม ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 6 ซึ่งใช้งานมายาวนานกว่า 40 ปี จึงนำมาสู่การเตรียมความพร้อม สร้างฐานการผลิตแห่งใหม่ที่ทันสมัย ณ อำเภอธัญบุรี โดยโครงการเฟส 1 ได้เสร็จสิ้นและเปิดใช้งานไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 และล่าสุด ในปี พ.ศ. 2569 โรงงานรังสิต เฟส 2 ได้ก่อสร้างสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 2 มิติหลัก ได้แก่
1. ระดับเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้น
มีการยกระดับและเทคโนโลยีการผลิตให้สูงขึ้น การันตีมาตรฐานระดับสากลเดียวกับโรงงานยาในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และยุโรป
2. กำลังการผลิตและพลังงานขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ
โรงงานแห่งใหม่นี้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นจากเดิมถึงประมาณ 3 เท่า ด้วยการเปลี่ยนผ่านระบบการทำงานไปสู่ Automation แบบเต็มตัว ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนสิ้นสุดการผลิต ช่วยลดระยะเวลาการผลิตลงมากกว่า 3 เท่า และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาบริหารจัดการนานถึง 2 สัปดาห์
การยกระดับมาตรฐานการผลิตภายใต้เกณฑ์ระดับสากล เช่น GMP และ PIC/S ร่วมกับการควบคุมอย่างเข้มงวดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้คุณภาพยาของไทยมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขและการผลิตยาของประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม 1 ใน 20 อันดับแรกของโลก มาโดยตลอด
ปฏิวัติงานวิจัยด้วย Open Innovation ดึง AI เร่งศักยภาพยาไทย
เมื่อโรงงานรังสิต เฟส 2 ก้าวเข้ามาดูแลการผลิตหลักอย่างเต็มรูปแบบ พื้นที่เดิมบนถนนพระรามที่ 6 จะได้รับการปรับโฉมให้กลายเป็น ศูนย์กลางของออฟฟิศและ "สถาบันวิจัย"อย่างเต็มตัว
แนวทางการวิจัยขององค์การเภสัชกรรมยุคใหม่จะเปลี่ยนผ่านจากการนำยา ต้นแบบ มาพัฒนาเป็นยาสามัญ ไปสู่การพัฒนาสูตรยาใหม่ด้วยตนเอง และการร่วมมือกับพันธมิตร ภายใต้ 2 รูปแบบสำคัญคือการพัฒนาภายในองค์กร (Close Innovation) และการจับมือกับพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยี (Open Innovation)
นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่ยุคที่นำ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาช่วยในกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความเท่าเทียมทางเทคโนโลยี ช่วยลดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระยะเวลาและกำลังคนลงอย่างมหาศาล เปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนและก้าวทันความล้ำหน้าทางการแพทย์ได้อย่างก้าวกระโดด
“ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลนเทคโนโลยีแล้ว แต่คือเราจะควบคุมเทคโนโลยีและความก้าวหน้าเหล่านี้อย่างไรให้เหมาะสมและถูกทิศถูกทางที่สุดค่ะ” แพทย์หญิงมิ่งขวัญ กล่าว
รับมือสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว มุ่งเป้า “Healthy Aging”
ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 20% องค์การเภสัชกรรมจึงร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกับสังคมในการมุ่งสู่ยุคผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี หรือ “Healthy Aging”
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เผยว่าในอดีต องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา และจัดเตรียมยากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดัน เบาหวาน รวมถึงยารักษามะเร็งไว้อย่างครบถ้วนแล้ว แต่ในก้าวต่อไป จะเน้นการส่งเสริมสุขภาพในเชิงป้องกัน (Prevention & Wellness) อาทิ ผลิตภัณฑ์วิตามิน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี Cell and Gene Therapy ที่ช่วยฟื้นฟูสภาวะสุขภาพให้แข็งแรงก่อนการเกิดโรค
“นอกจากนี้ สำหรับการรักษามะเร็ง จากเดิมที่ต้องใช้เคมีบำบัด ที่มีผลข้างเคียงสูง ต่อไปจะเป็นการรักษาแบบมุ่งเป้าที่มีผลข้างเคียงน้อยลง และท้ายที่สุดคือการสร้าง Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี โดยไม่ต้องเป็นโรค ซึ่งนี่คือเทรนด์และความตั้งใจของ อภ. ในการผสมผสานทั้งการรักษา การส่งเสริม และการสร้างอายุที่ยืนยาว โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ ๆ นี้ออกมา ตอบโจทย์สังคมภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า”
ปักหมุด Growth Engine ใหม่ ดันไทยติดอันดับโลกและรุกตลาด EU
มองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า องค์การเภสัชกรรมวางเป้าหมายที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะองค์กรหลักเพื่อความมั่นคงทางยาของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับบทบาทสู่การเป็น Growth Engine หรือฟันเฟืองชิ้นใหม่ในการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
“เราหวังว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของ Growth Engine ของประเทศ ก็คือเป็นฟันเฟืองที่จะสร้างความมั่นคงและสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศแทนที่จะใช้งบประมาณ”
จากการขยายตัวของโรงงานรังสิต เฟส 2 องค์การเภสัชกรรม จะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกยาไปยังต่างประเทศอย่างจริงจัง จากเดิมที่เน้นตลาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย ลาว กัมพูชาพม่า และทวีปแอฟริกา ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอรับการตรวจประเมินมาตรฐานจากสหภาพยุโรป เพื่อเปิดประตูสู่การส่งออก ยารักษาโรค NCDs ยารักษามะเร็งและสารสกัดสมุนไพรไทย เข้าสู่ตลาดยุโรปในอนาคตอันใกล้
การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการผลิตยาที่ได้มาตรฐานสากล ศักยภาพทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งของโรงพยาบาลในไทย และเสน่ห์การบริการ (Hospitality) จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของประเทศ เปลี่ยนบทบาทขององค์การเภสัชกรรม จากการเป็นหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์จากงบประมาณรัฐ สู่องค์กรที่ช่วยสร้างรายได้และส่งคืนงบประมาณกลับมาพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน