หลายคนมักคิดว่า “โรคหัวใจ” เป็นเรื่องไกลตัว และมักตรวจสุขภาพเมื่อมีอาการผิดปกติแล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โรคหัวใจบางชนิดอาจค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน การตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้รู้ความผิดปกติได้เร็วขึ้น

หนึ่งในการตรวจพื้นฐานที่ใช้ประเมินการทำงานของหัวใจ คือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้เวลาสั้น ไม่เจ็บ และสามารถช่วยค้นหาความผิดปกติของหัวใจบางอย่างได้

รู้จัก “คลื่นไฟฟ้าหัวใจ” ตรวจเพื่ออะไร สามารถบอกอะไรได้บ้าง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) คือ การบันทึกสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นขณะหัวใจเต้น แล้วแสดงออกมาเป็นกราฟ เพื่อให้แพทย์ประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจ และมองหาความผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ

หัวใจไม่ได้ทำงานด้วยการบีบตัวเพียงอย่างเดียว แต่มีระบบไฟฟ้าภายในที่ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ เมื่อระบบไฟฟ้านี้ทำงานผิดปกติ อาจส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ

แม้จะเป็นการตรวจที่ง่าย แต่สามารถให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง

...

กลุ่มเสี่ยงต้องระวัง ใครบ้างที่ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน แต่ก็มีบางกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญและปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการตรวจ ได้แก่

1. คนที่มีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ

หากเคยมีอาการใจเต้นแรง ใจสั่น หัวใจเต้นสะดุด แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อออกแรง อาจเป็นสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ การตรวจ EKG อาจช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ และวางแผนตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะสม

2. ผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดมักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รวมถึงปัจจัยสะสมต่างๆ เช่น ไขมันในเลือด ความดันโลหิต หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน การตรวจสุขภาพหัวใจเป็นระยะอาจช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็วขึ้น

3. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

พันธุกรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจ หากคนในครอบครัวเคยมีประวัติโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือภาวะหัวใจผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและแนวทางตรวจที่เหมาะสม

4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง

ผู้ที่มีโรคเหล่านี้ควรใส่ใจติดตามสุขภาพหัวใจ เพราะอาจเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจได้ เนื่องจากโรคบางชนิดสามารถส่งผลต่อสุขภาพหัวใจในระยะยาว เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวาน
  • ภาวะอ้วน

5. คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ เช่น การสูบบุหรี่ ไม่ค่อยออกกำลังกาย รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียดสะสม แม้บางคนยังไม่มีอาการผิดปกติ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง การตรวจประเมินสุขภาพหัวใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เช็กความผิดปกติเรื่องไหนได้บ้าง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสามารถช่วยให้แพทย์ประเมินความผิดปกติหลายด้าน เช่น

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ
  • ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในหัวใจ
  • สัญญาณบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจขาดเลือด

อย่างไรก็ตาม EKG เป็นเพียงหนึ่งในการตรวจประเมินสุขภาพหัวใจ หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์หัวใจ หรือการตรวจอื่นๆ ตามอาการของแต่ละบุคคล

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ปลอดภัยไหม

...

การตรวจ EKG เป็นขั้นตอนที่ง่ายและไม่เจ็บ โดยเจ้าหน้าที่จะติดแผ่นนำสัญญาณไฟฟ้าบริเวณหน้าอก แขน และขา จากนั้นเครื่องจะบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ โดยทั่วไปใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และไม่ต้องมีการเจาะเลือดหรือใช้รังสี จึงเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง

อาการแบบไหนควรรีบตรวจสุขภาพหัวใจ

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • ใจสั่นบ่อย
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • หายใจลำบาก
  • เวียนศีรษะ หรือรู้สึกหน้ามืด
  • มีอาการผิดปกติขณะออกกำลังกาย

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้มีอาการ แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเช็กสุขภาพหัวใจให้รู้ทันความเสี่ยง และช่วยให้ดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมก่อนที่จะสายเกินไป เพราะบางครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนเล็กๆ ก่อนที่จะเกิดปัญหาสุขภาพหัวใจที่รุนแรงขึ้น

สุขภาพหัวใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลร่วมกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม

...

อ้างอิงข้อมูล : โรงพยาบาลพระรามเก้า