อุทาหรณ์วัยทำงาน! ดีเจดาว ณัฐภัสสร แชร์อุทาหรณ์ตื่นมาคอแข็งขยับไม่ได้ จนตรวจพบภาวะกระดูกคอเสื่อม ชี้สาเหตุหลักก้มหน้าเล่นมือถือ-จ้องคอมพิวเตอร์นาน เตือนรีบปรับพฤติกรรมด่วนก่อนสาย
ถอดบทเรียน “ดีเจดาว” จากออฟฟิศซินโดรมสู่ภาวะ “กระดูกคอเสื่อม”
กลายเป็นประเด็นที่คนบันเทิงและพนักงานออฟฟิศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่ ดาว-ณัฐภัสสร สิมะเสถียร หรือ ดีเจดาว ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ตรงผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเตือนภัยเงียบสำหรับชาวออฟฟิศและผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นประจำ โดยดีเจดาวระบุว่า ตนเองตื่นนอนมาแล้วพบอาการคอแข็ง หันซ้ายไม่ได้ ตั้งคอให้ตรงไม่ได้ และมีอาการปวดอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล
จากการเอกซเรย์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าดีเจดาวมีภาวะกระดูกคอเสื่อม ข้อ C5-C6 ร่วมกับอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ามีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือและการนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่รู้ตัว
สถิติชี้ชัด “กระดูกคอเสื่อม” ไม่ใช่โรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป
...
ในอดีต ภาวะกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) มักถูกมองว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามวัย โดยมักพบในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 50-60 ปีขึ้นไปเนื่องจากการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกตามกาลเวลา
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถิติทางการแพทย์ในปัจจุบันพบสถิติที่น่ากังวลว่า กลุ่มคนวัยทำงานอายุระหว่าง 25-40 ปี มีอัตราการเข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดคอเรื้อรังและกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัจจัยเร่งสำคัญมาจากพฤติกรรม “สังคมก้มหน้า” (Text Neck Syndrome) และสรีระในการทำงานที่ไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)
ก้มหน้าเล่นมือถือ-จ้องคอมนาน ปัจจัยเร่งคอเสื่อมก่อนวัย
ทางการแพทย์ระบุว่า ศีรษะของมนุษย์เรามีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.5-5.5 กิโลกรัมในท่าตรงปกติ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มก้มศีรษะลง แรงกดทับที่กระดูกสันหลังส่วนคอจะเพิ่มขึ้นตามองศาที่เอียงไป ดังนี้
- ก้ม 15 องศา กระดูกคอต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12 กิโลกรัม
- ก้ม 30 องศา กระดูกคอต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 18 กิโลกรัม
- ก้ม 60 องศา (ท่าก้มมองจอสมาร์ทโฟนทั่วไป) กระดูกคอต้องรับน้ำหนักสูงสุดถึง 27 กิโลกรัม หรือหนักกว่าปกติถึง 5 เท่า!
การที่ชาวออฟฟิศหรือคนติดจอปล่อยให้กระดูกคอแบกรับน้ำหนักมหาศาลนี้ติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลานานหลายปี จะส่งผลให้หมอนรองกระดูกคอสูญเสียความยืดหยุ่น แห้ง และทรุดตัวลง จนนำไปสู่ภาวะกระดูกคอเสื่อมในที่สุด ซึ่งดีเจดาวได้เน้นย้ำในโพสต์เตือนใจว่า “ส่วนที่เสื่อมไปแล้วก็คือเสื่อมเลย” สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอการเสื่อมไม่ให้แย่ลงกว่าเดิม
เช็กอาการเข้าข่าย “กระดูกคอเสื่อม” ที่ต้องรีบพบแพทย์
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเล่นมือถือบ่อยๆ ควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้
...
- ปวดกระดูกคอเรื้อรัง หรือปวดร้าวลงไปที่บ่า ไหล่ และสะบัก
- คอแข็ง ขยับหันศีรษะซ้าย-ขวา หรือก้ม-เงย ได้ไม่สุด
- มีอาการชา ร้อนวูบวาบ หรือรู้สึกอ่อนแรงลามลงไปที่แขน มือ หรือนิ้วมือ (สัญญาณหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท)
- มีอาการปวดศีรษะตื้อๆ บริเวณท้ายทอยร่วมด้วย
วิธีป้องกันและชะลอความเสื่อมของกระดูกคอสำหรับคนทำงาน
เพื่อไม่ให้โครงสร้างกระดูกคอเสียหายถาวรก่อนวัยอันควร ทุกคนสามารถปฏิบัติตามแนวทางป้องกันได้ดังนี้:
- ปรับระดับจอภาพให้อยู่ในระดับสายตา ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือสมาร์ทโฟน ควรยกขึ้นให้อยู่ในระดับสายตาพอดีเพื่อหลีกเลี่ยงการก้มศีรษะ
- ใช้กฎพักทุกชั่วโมง ทุกๆ 50-60 นาทีของการทำงาน ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ เดินยืดเส้นยืดสาย หรือบริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่
- จัดสรีระท่านั่งทำงานที่ถูกต้อง นั่งหลังตรง นั่งให้เต็มก้น มีพนักพิงหลังที่เหมาะสม และข้อศอกควรตั้งฉาก 90 องศากับโต๊ะทำงาน
- ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบลำคอ เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงในการพยุงกระดูกสันหลังส่วนคอและลดแรงกดทับ
ปรับพฤติกรรมวันนี้ ก่อนกระดูกคอพังถาวร
กรณีศึกษาของดีเจดาว ถือเป็นกระบอกเสียงและสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า โรคยอดฮิตอย่าง ออฟฟิศซินโดรม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจลุกลามกลายเป็นความเสื่อมทางโครงสร้างกระดูกอย่างกระดูกคอเสื่อม ได้ในเวลาอันรวดเร็ว การหันกลับมาใส่ใจสรีระร่างกาย ลดเวลาหน้าจอ และยืดเหยียดอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คนทำงานยุคดิจิทัลไม่ควรมองข้ามก่อนที่จะสายเกินแก้
...