- เด็กขาโก่ง หรือภาวะขาโก่งในเด็ก (Bow legs) เป็นอาการที่พบบ่อยในวัยทารกและหัดเดิน และมักหายได้เองเมื่อโตขึ้น อาจเกิดจากโรค เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) โรคเบล้าท์ (Blount's Disease) การบาดเจ็บ หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม
- การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกต ปรึกษาแพทย์และติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาได้ผลดี และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
คุณพ่อคุณแม่หากสังเกตว่าลูกมีลักษณะขาโก่ง แล้วเกิดความกังวลว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่ ความจริงแล้วขาโก่งในเด็กเล็กมักเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่สามารถหายได้เองตามวัย แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณที่กำลังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพของลูกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจและจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาที่เหมาะสม
ขาโก่ง (Bow legs) คืออะไร รู้ได้อย่างไรว่าเด็กทารกขาโก่ง
ขาโก่ง (Bow legs) คือภาวะที่ขาและเข่าของลูกโค้งงอเล็กน้อย อาจเป็นทั้งสองข้างหรือข้างเดียว และอาจพบเท้าบิดเข้าด้านในร่วมด้วย เวลายืนตรงและชิดส้นเท้าเข้าหากัน หัวเข่าจะแยกออกจากกันไม่ชิดกัน มักพบได้บ่อยในทารกและเด็กวัยหัดเดิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นภาวะปกติที่สามารถแก้ไขได้เองตามธรรมชาติ
ขาโก่งในเด็ก เกิดจากสาเหตุใด
1. เด็กขาโก่งปกติ
- อาจเกิดจากกระดูกขาที่งอตัวและปรับตัวเข้ากับพื้นที่จำกัดในมดลูกช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์
- ในเด็กเล็กที่พัฒนาการเร็วเกินไป เช่น ยืนหรือเดินเร็วเกินวัย หรือมีน้ำหนักมาก ทำให้เกิดภาวะขาโก่งชั่วคราว ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับเข้าสู่แนวตรง
- บางรายอาจมีลักษณะ ขาเป็ด หรือ ขาฉิ่ง ในช่วงอายุ 3-4 ปี ก่อนที่จะกลับมาสู่แนวปกติเมื่อโตขึ้นในช่วงอายุ 7-8 ปี
...
2. เด็กขาโก่งผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ
- โรคกระดูกอ่อน (Rickets) เกิดจากการขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรง ทำให้กระดูกอ่อนนิ่มและผิดรูปได้ง่าย
- โรคเบล้าท์ (Blount's Disease) เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกบริเวณข้อเข่าด้านใน ทำให้เกิดภาวะขาโก่งที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเด็กโตหรือวัยรุ่น
- การติดเชื้อหรือการบาดเจ็บที่กระดูก อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและทำให้เกิดขาโก่งได้
- โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรคกระดูกเปราะ หรือโรคทางเมตาบอลิซึมบางอย่าง หรือภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์เรื่องขาโก่ง ลูกขาโก่งดูยังไง
หากลูกมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
- ขาโก่งข้างเดียว หรือโก่งไม่เท่ากัน
- ขาโก่งรุนแรงมาก หรือมีแนวโน้มโก่งมากขึ้น
- มีอาการ ปวดขา เจ็บเข่า หรือเดินผิดปกติ
- ตัวเล็กกว่าปกติ หรือมี พัฒนาการล่าช้า อาจเป็นสัญญาณของโรคกระดูกอ่อนหรือโรคอื่นๆ
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคที่ทำให้เกิดขาโก่ง เช่น โรค Blount's Disease
การรักษาขาโก่งในเด็กมีอะไรบ้าง สามารถดัดขาลูกเองได้ไหม
ส่วนใหญ่แล้วภาวะขาโก่งในเด็กจะหายได้เองตามธรรมชาติ เมื่อลูกโตขึ้น กระดูกขาจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่แนวตรง โดยมักจะดีขึ้นเมื่ออายุ 2-3 ปี และอาจมีลักษณะขาโก่งเล็กน้อยอีกครั้งในช่วง 3-4 ปี ก่อนจะกลับมาตรงเป็นปกติเมื่ออายุประมาณ 7-8 ปี ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องทำอะไร
แนวทางการรักษาขาโก่ง พิจารณาให้การรักษาตามสาเหตุ
- เด็กขาโก่งจากโรคกระดูกอ่อน
แนวทางการรักษา : แพทย์จะแนะนำให้รับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเสริมตามคำแนะนำ การรักษานี้มักได้ผลดีหากเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ
- เด็กขาโก่งจากโรค Blount's Disease
แนวทางการรักษา : หากเป็นโรค Blount's Disease ในระยะเริ่มต้น หรือขาโก่งที่ยังไม่รุนแรงมาก แพทย์อาจแนะนำให้ใส่อุปกรณ์พยุงขา (braces) เพื่อช่วยปรับแนวขา
...
การผ่าตัดรักษาขาโก่งรุนแรง
ในกรณีมีอาการขาโก่งแบบรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ หรือมีแนวโน้มที่จะแย่ลงเรื่อยๆ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดแก้ไข โดยการผ่าตัดแก้ขาโก่ง มีหลายวิธี เช่น
1. Guided Growth (Hemiepiphysiodesis) เป็นการผ่าตัดเล็ก โดยการใส่หมุดหรือแผ่นโลหะขนาดเล็กเข้าไปที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกด้านในของหัวเข่า เพื่อชะลอการเจริญเติบโตในส่วนนั้น ทำให้ส่วนด้านนอกที่เติบโตเร็วกว่าค่อยๆ ดึงขาให้เหยียดตรงขึ้นเองตามธรรมชาติ วิธีนี้มักทำในเด็กที่ยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโต (มักทำในเด็กวัยเรียน)
2. Osteotomy เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่า โดยแพทย์จะทำการตัดกระดูกขาบางส่วนและจัดเรียงกระดูกให้ได้แนวตรง แล้วตรึงไว้ด้วยเหล็กดามหรือสกรู การผ่าตัดนี้มักทำในกรณีที่ขาโก่งรุนแรงมาก ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ หรือในเด็กที่โตแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นขาโก่งปกติที่ต้องเฝ้าระวัง หรือขาโก่งที่ได้รับการรักษา ควรตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใส่อุปกรณ์พยุงขา หรือดูแลหลังการผ่าตัด เพื่อให้แพทย์ประเมินความคืบหน้าของการรักษา ปรับแผนการรักษา และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ถึงแม้ว่าขาโก่งในเด็กมักเป็นเรื่องปกติที่หายได้เองเมื่อโตขึ้น แต่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกต การเปลี่ยนแปลงของขา การเดิน และอาการอื่นๆ ของลูกอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัยหรือสังเกตเห็นความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและดูแลที่เหมาะสม ให้ลูกน้อยของคุณเติบโตอย่างแข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดี
...
ข้อมูลโดย : รศ. นพ. จตุพร โชติกวณิชย์ ว.19653 ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล