ประจำเดือนมาไม่ปกติ สิวขึ้นไม่หยุด น้ำหนักขึ้นง่าย อาจไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือน “PMOS” ภาวะฮอร์โมนและระบบเผาผลาญรวนที่ผู้หญิง 1 ใน 8 คนเสี่ยงเป็น และกว่า 70% ไม่รู้ตัว

อาการเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้หญิงหลายคนปล่อยผ่าน เช่น ประจำเดือนมาบ้างไม่มาบ้าง สิวขึ้นไม่หยุด หรือน้ำหนักขึ้นง่ายทั้งที่กินเท่าเดิม อาจกำลังเป็นสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังในอนาคต ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า ผู้หญิงที่ป่วยด้วยภาวะนี้กว่า 70% ไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเผชิญโรคอยู่   

ผศ.พญ.สิริลักษณ์ ตันธนาวิภาส แพทย์เฉพาะทางสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช รพ.วิมุต ได้มาร่วมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้เช็กสัญญาณเตือนและเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี 

ทำความรู้จัก PMOS ชื่อใหม่ของ PCOS ที่ไม่ได้กระทบแค่รังไข่

หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือ “ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ” ซึ่งล่าสุดวงการแพทย์ได้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) หรือ “กลุ่มอาการรังไข่เมตาบอลิกหลายต่อมไร้ท่อ” เนื่องจากชื่อเดิมมักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของถุงน้ำรังไข่ที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด  

...

ในความเป็นจริง สิ่งที่เห็นในรังไข่คือ “ฟองไข่ หรือ follicle” ซึ่งพบได้เป็นปกติในผู้หญิงวัยมีประจำเดือนทุกคน แต่ความผิดปกติของ PMOS คือมีฟองไข่หลายใบอันเกิดจากการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติและส่งผลให้ไข่ไม่ตก โรคนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่รังไข่เท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระบบฮอร์โมนและระบบเผาผลาญทั่วร่างกาย

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุหลักของการเกิด PMOS ได้อย่างแน่ชัด แต่พบว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันเป็นวงจรระหว่าง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ภาวะดื้ออินซูลิน, ฮอร์โมนเพศชายเกิน และภาวะไข่ไม่ตก   

เมื่อร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน จะมีการผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น ซึ่งไปกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชายให้สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลร่วมกันทำให้ไข่ไม่ตก และเมื่อฮอร์โมนรังไข่ผิดปกติจนไข่ไม่ตก ก็จะย้อนกลับไปทำให้ฮอร์โมนเพศชายสูงขึ้นอีก ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ป่วยมี “ภาวะอ้วน” ร่วมด้วย ก็จะยิ่งเข้าไปซ้ำเติมให้วงจรความผิดปกติตั้งแต่การดื้ออินซูลินไปจนถึงไข่ไม่ตกแย่ลงกว่าเดิม

เช็กด่วน! 3 สัญญาณเตือนภาวะ PMOS ผอมหรืออ้วนก็เสี่ยง

คนส่วนใหญ่มักมองข้ามอาการเริ่มต้นเพราะไม่ทราบว่าประจำเดือนที่ปกติควรเป็นอย่างไร หรือคิดว่าการที่ประจำเดือนนานๆ มาทีเป็นเรื่องสะดวกดี ผศ.พญ.สิริลักษณ์ ตันธนาวิภาส ได้ให้เกณฑ์การเช็กความเสี่ยงด้วยตัวเองไว้ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

  1. รอบเดือนผิดปกติ: โดยปกติรอบเดือนควรอยู่ในช่วง 21–35 วัน หากประจำเดือนมาเร็วกว่า 21 วัน หรือห่างเกิน 35 วันอยู่เป็นประจำ หรือในหนึ่งปีมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้ง ถือว่าเข้าข่ายผิดปกติ (ยกเว้นกลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งมีประจำเดือนใน 3 ปีแรก รอบเดือนอาจแกว่งได้เป็นปกติ ให้ใช้เกณฑ์ว่าถ้าห่างเกิน 45 วันค่อยมาพบแพทย์)
  2. มีอาการของฮอร์โมนเพศชายเกิน: สังเกตได้จากอาการสิวขึ้นเยอะ หน้ามัน มีขนดกตามร่างกาย หรือมีปัญหาผมร่วง
  3. น้ำหนักขึ้นง่าย: ร่างกายอ้วนง่ายขึ้นทั้งที่พฤติกรรมการกินยังเท่าเดิม

หลายคนเชื่อว่าต้องเป็นคนอ้วนเท่านั้นถึงจะเป็นโรคนี้ แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลสถิติพบว่ามีผู้ป่วย PMOS ที่มีน้ำหนักตัวปกติหรือเป็นคนรูปร่างผอมสูงถึง 30–50% ดังนั้นไม่ว่าจะมีรูปร่างแบบไหน หากมีอาการตรงตามเช็กลิสต์ก็ไม่ควรชะล่าใจ  

ปล่อยไว้อันตราย! PMOS จุดเริ่มต้น “เบาหวาน-มะเร็ง-โรคหัวใจ”

หากปล่อยภาวะ PMOS ทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อยๆ ลุกลามและสร้างความเสียหายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายระยะยาว ดังนี้

ระบบที่ได้รับผลกระทบความเสี่ยงและโรคที่จะตามมาในระยะยาว
ระบบสืบพันธุ์ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ, ภาวะมีบุตรยาก, ผนังมดลูกหนาตัวจนเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ระบบเผาผลาญเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, ไขมันพอกตับ, ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ   
ระบบหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะระหว่างตั้งครรภ์หากตั้งครรภ์จะเสี่ยงต่อการแท้งบุตร, เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และภาวะครรภ์เป็นพิษสูงกว่าคนทั่วไป

...

แนวทางการตรวจและรักษา PMOS ง่ายกว่าที่คิด ไม่ต้องตรวจภายใน

การตรวจเช็กภาวะ PMOS ไม่ได้ยุ่งยากหรือน่ากลัวอย่างที่คิด และไม่ต้องตรวจภายในอย่างที่ผู้หญิงหลายคนกังวล ขั้นตอนเริ่มต้นเพียงแค่ลองจดบันทึกรอบประจำเดือนของตนเองไว้ประมาณ 2-3 รอบ หากพบความผิดปกติเมื่อมาพบแพทย์ จะมีขั้นตอนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เจาะเลือด และอาจมีการทำอัลตราซาวนด์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

สำหรับแนวทางการรักษาหลักในปัจจุบันจะเน้นไปที่ การใช้ยาและการปรับพฤติกรรม โดยไม่ต้องผ่าตัด (ยกเว้นกรณีที่มีโรคร่วมอื่นที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดร่วมด้วย) ซึ่งประกอบด้วย 3 วิธีหลัก

  • การใช้ฮอร์โมนและยา: แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามอาการเฉพาะบุคคลของผู้ป่วยแต่ละราย   
  • การตรวจเลือดคัดกรอง: เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อและระบบเมตาบอลิก   
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย การปรับพฤติกรรมและลดน้ำหนักตัวลงให้ได้ราว 5% ของน้ำหนักเดิม จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการทำให้ระบบฮอร์โมนกลับมาสมดุลขึ้น  

การจดบันทึกรอบเดือนถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเช็กสุขภาพที่ง่ายที่สุดและไม่มีค่าใช้จ่าย ยิ่งตรวจพบภาวะ PMOS ได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถวางแผนดูแลรักษาและป้องกันโรคร้ายแรงในอนาคตได้ดีขึ้นเท่านั้น

...

ภาวะ PMOS หรือ“กลุ่มอาการรังไข่เมตาบอลิกหลายต่อมไร้ท่อ” เป็นโรคใกล้ตัวผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ แม้ว่าอาการเริ่มต้นอย่างเรื่องสิว ประจำเดือนเลื่อน หรือน้ำหนักขึ้นง่ายจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากละเลยและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะยาวได้ การหมั่นสังเกตและจดบันทึกรอบเดือนของตนเอง รวมถึงการเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและปรับพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูสมดุลร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอย่างยั่งยืน