ก้าวสำคัญสาธารณสุขไทย! อภ. จับมือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และสหรัฐฯ พัฒนา “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” เริ่มทดลองในมนุษย์เฟส 1 เผยผลลัพธ์ปลอดภัย ประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดค่ารักษา 5 เท่า
พลิกโฉมการรักษามะเร็ง นวัตกรรมระดับโลกสู่มือคนไทย
โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ และสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก แต่ล่าสุดวงการแพทย์ไทยได้จุดประกายความหวังครั้งใหญ่ เมื่อองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท Seqker Biosciences Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกันพัฒนา “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” (Therapeutic, Personalized Cancer Neoantigen Vaccine) โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการและการแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีรักษามะเร็งยุคใหม่นี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “การแพทย์แม่นยำ” (Precision Medicine) ซึ่งแตกต่างจากการรักษาแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยแพทย์จะนำชิ้นเนื้อของผู้ป่วยแต่ละรายไปวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งอย่างละเอียด เพื่อค้นหาการกลายพันธุ์และคัดเลือกแอนติเจนที่จำเพาะ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาออกแบบและสังเคราะห์วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้สามารถจดจำและเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำและจำเพาะเจาะจง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีรอบข้าง
...
เปิดผลทดลองทางคลินิกเฟส 1 เผยตัวเลข “ระยะรอดชีวิต” ที่น่าทึ่ง
จากข้อมูลความคืบหน้าล่าสุดในงานนิทรรศการ GPO Pharmaceutical Summit ผลการวิจัยทางคลินิกในระยะแรก (SQK01 Phase Ib Trial, รหัสอ้างอิง NCT06614140 และ NCT07002203) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้จริง โดยพบว่า “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” มีความปลอดภัยสูง และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพต่อต้านมะเร็งชนิดก้อน (Solid Tumors) ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เมื่อนำวัคซีนดังกล่าวไปใช้รักษาร่วมกับ “ยาภูมิคุ้มกันบำบัด” (Immunotherapy) เป็นระยะเวลา 5 เดือน ผลการรักษาโดยสรุปพบสถิติที่น่าพึงพอใจและสร้างความหวังให้ผู้ป่วยอย่างมาก ได้แก่
- ระยะเวลาที่โรคยังไม่ลุกลาม (Progression-Free Survival; PFS): อยู่ที่ประมาณ 2 ปี
- ระยะเวลารอดชีวิต (Overall Survival; OS): สูงถึงประมาณ 5 ปี
ผลลัพธ์ข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎี แต่ช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ
เจาะลึก 5 ขั้นตอน กว่าจะมาเป็น “วัคซีนเฉพาะบุคคล” เพื่อคุณคนเดียว
การผลิตวัคซีนประเภทนี้มีกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยเทคโนโลยีชีวสารสนเทศชั้นสูง โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
- เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ: แพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างเนื้อร้ายจากตัวผู้ป่วยโดยตรง
- คัดเลือกแอนติเจน: นำชิ้นเนื้อไปถอดรหัสเพื่อค้นหาการกลายพันธุ์และประมวลผลหาเป้าหมายโจมตี
- สังเคราะห์โพลีเปปไทด์: นำข้อมูลพันธุกรรมที่ได้มาสังเคราะห์เป็นสายโปรตีนสำหรับวัคซีน
- ตั้งตำรับและบรรจุ: เข้าสู่ขั้นตอนผสมยา บรรจุ และตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานสากล
- ฉีดให้ผู้ป่วย ณ สถานที่วิจัยทางคลินิก: ส่งมอบวัคซีนเพื่อนำไปฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด
ทดลองในมะเร็ง 3 ชนิดยอดฮิตของไทย พร้อมลดค่าใช้จ่าย 4-5 เท่า
ในต่างประเทศมีการทดลองใช้เทคโนโลยีนี้กับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งไต มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ขณะที่ในประเทศไทย โครงการนี้ได้เปิดทดลองทางคลินิกในมนุษย์แล้วกับกลุ่มผู้ป่วย มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งล้วนแต่เป็นมะเร็งอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย
...
ข้อดีที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ “โอกาสในการเข้าถึงการรักษา” เนื่องจากศักยภาพในการวิเคราะห์และผลิตวัคซีนได้เองภายในประเทศ ตั้งแต่ขั้นตอนการถอดรหัสพันธุกรรมไปจนถึงการผลิตตำรับยา จะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลงได้ถึง 4–5 เท่า เมื่อเทียบกับการต้องเดินทางไปรับการรักษาหรือสั่งนำเข้าจากทวีปยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเปลี่ยนโลกนี้ได้ง่ายขึ้นในอนาคต
ผู้ป่วยที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ต้องทำอย่างไร?
แม้ว่าในปัจจุบัน วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลจะยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและประเมินผลทางคลินิก แต่โครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สมัครเข้าร่วมได้ โดยผู้สนใจจำเป็นต้องผ่านการประเมินและคัดกรองอย่างละเอียดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลเครือข่ายของโครงการก่อน
...
หากคุณหรือคนใกล้ชิดเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่สนใจ สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางที่เป็นทางการได้ดังนี้
- ลงทะเบียนผ่าน Google Form ขององค์การเภสัชกรรม: https://forms.gle/cdo221ByLy8ZhrnCA
- LINE Official Account: @gpocancervaccine
- โทรศัพท์: 02-203-8541
นี่คืออีกหนึ่งความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์แม่นยำในอนาคต และเป็นแสงสว่างแห่งความหวังครั้งใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งกลับมามีชีวิตที่สดใสได้อีกครั้ง