อาการมือชาอย่าปล่อยผ่าน! สังเกตด่วน "มือชาตำแหน่งต่างกัน" อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคเรื้อรังหรือเส้นประสาทถูกกดทับ เช็กพฤติกรรมเสี่ยงและอาการแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์ตรวจวินิจฉัย

อาการชาที่มือหรือปลายมือปลายเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาทจากท่าทางหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคทางระบบประสาทและโรคเรื้อรังบางชนิด แม้อาการชาบางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการเกิดซ้ำบ่อย ชาเป็นบริเวณเดิมอย่างชัดเจน หรือมีอาการร่วม เช่น ปวด อ่อนแรง อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง

นพ. นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาทชำนาญการด้านโรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไฟฟ้า โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เมื่อมีอาการมือชา ควรสังเกตลักษณะของอาการอย่างละเอียด เช่น ชาข้างเดียวหรือสองข้าง ชาเฉพาะนิ้วบางนิ้ว มีอาการปวดร้าวร่วมด้วย หรือรู้สึกว่าแรงมือลดลง เนื่องจากรูปแบบของอาการอาจช่วยบ่งบอกตำแหน่งของเส้นประสาทที่ผิดปกติได้ หากปล่อยไว้นาน อาการชาอาจรบกวนการหยิบจับ การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน

เช็กตำแหน่ง "มือชาตำแหน่งต่างกัน" บอกความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

ตำแหน่งที่เกิดอาการชาเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่า เส้นประสาทหรือระบบใดอาจมีความผิดปกติ รวมถึงช่วยกำหนดแนวทางการตรวจเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถจำแนกอาการ มือชาตำแหน่งต่างกัน ได้ดังนี้

ตำแหน่งอาการมือชาภาวะความผิดปกติ / โรคที่อาจเกี่ยวข้องพฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อย
นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางภาวะเส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)การพิมพ์งาน, การใช้เมาส์, การทำอาหาร หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง  
นิ้วก้อยและนิ้วนางการกดทับเส้นประสาทอัลนาร์บริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome)  การงอข้อศอกเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมเท้าแขนบ่อย ๆ  การงอข้อศอกเป็นเวลานาน หรือมีพฤติกรรมเท้าแขนบ่อย ๆ  
ง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ความผิดปกติของเส้นประสาทเรเดียล (Radial Nerve)การอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือวางแขนพาดพนักเก้าอี้ต่อเนื่อง
นิ้วก้อยและนิ้วนาง (จากการใช้มือถือ)แรงกดต่อเส้นประสาทบริเวณข้อศอกหรือข้อมือเพิ่มขึ้นการถือโทรศัพท์มือถือในท่าเดิมหรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องนาน ๆ
ปลายมือร่วมกับปลายเท้าทั้งสองข้างโรคเรื้อรังหรือภาวะขาดสารอาหาร (Stocking-Glove Pattern)  พบในผู้ป่วยเบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง, ขาดวิตามิน หรือผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด

โรคเรื้อรังที่ส่งผลให้เกิดอาการมือชา

นอกจากการกดทับเส้นประสาทเฉพาะจุดจากการทำงานหรือพฤติกรรมแล้ว อาการชาที่มือและเท้าอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนปลาย ได้แก่

  • โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus): ระดับน้ำตาลในเลือดที่ควบคุมไม่ได้ในระยะยาว ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ (Diabetic Peripheral Neuropathy)  
  • โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease): การสะสมของเสียในกระแสเลือดส่งผลเสียต่อการทำงานของเส้นประสาท  
  • โรคเลือดบางชนิด: เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 ซึ่งเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท  
  • โรคต่อมไทรอยด์: ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) สามารถส่งผลให้เกิดอาการชาจากกลไกที่ซับซ้อน 

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

ข้อมูลจากศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชันแนล ระบุว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยอาการชาด้วยเครื่องมือเฉพาะทางระดับมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้การรักษาที่ตรงจุด

  • การตรวจความเร็วการนำสัญญาณประสาท (Nerve Conduction Velocity: NCV): เป็นการวัดความสามารถและความเร็วในการส่งสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทส่วนปลาย ทั้งประสาทสั่งการและประสาทรับความรู้สึก ช่วยยืนยันการวินิจฉัยภาวะเส้นประสาทถูกกดทับและการบาดเจ็บของเส้นประสาท  
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography: EMG): เป็นการบันทึกกิจกรรมไฟฟ้าของกล้ามเนื้อขณะพักและหดตัว เพื่อแยกแยะความผิดปกติของกล้ามเนื้อออกจากความผิดปกติที่มีต้นตอจากเส้นประสาท  

การตรวจทั้ง NCV และ EMG มักใช้ร่วมกันเพื่อให้แพทย์สามารถประเมินภาพรวมการทำงานของระบบประสาทได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำ

...

อาการชาแบบไหน ควรรีบพบแพทย์ทันที?

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการชาร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินเพิ่มเติมโดยเร็ว

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • มีอาการชาต่อเนื่องนานเกินกว่าสองสัปดาห์ หรือเกิดซ้ำบ่อย ๆ  
  • มีอาการชาร่วมกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือสังเกตเห็นกล้ามเนื้อลีบ  
  • มีอาการปวดร้าวร่วมกับอาการชาอย่างชัดเจน  
  • อาการชาร่วมกับการเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ ร่วมด้วย  
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเดิม เช่น เบาหวาน หรือโรคไต แล้วพบว่าอาการชาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 

แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น

สำหรับผู้ที่มีอาการชาชั่วคราวจากพฤติกรรม สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อลดแรงกดทับของเส้นประสาทได้ดังนี้ ทั้งนี้การปรับพฤติกรรมไม่ใช่การรักษาและไม่สามารถทดแทนการพบแพทย์ได้

  • ปรับเปลี่ยนท่าทางการนั่งและการใช้งานมือในชีวิตประจำวันเพื่อลดแรงกดที่เส้นประสาท  
  • หลีกเลี่ยงการวางแขนพาดในมุมที่กดทับเส้นประสาทเป็นระยะเวลานาน  
  • หยุดพักการใช้งานมือเป็นระยะ หากต้องทำงานที่ใช้มือซ้ำ ๆ ในท่าเดิมต่อเนื่อง  
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรืออาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรองจาก อย.  

...

หากพบว่าอาการชาเริ่มกระทบต่อการหยิบจับสิ่งของ การเดิน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้องและรับการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนรุนแรงเกินแก้ไข