ไข้กาฬหลังแอ่น" โรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงที่แพร่กระจายผ่านระบบทางเดินหายใจ หากไม่รีบรักษาอาจอันตรายถึงชีวิต มาทำความเข้าใจอาการ วิธีป้องกัน และแนวทางรับวัคซีนที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

"โรคไข้กาฬหลังแอ่น" อาจเป็นชื่อโรคที่หลายคนฟังแล้วรู้สึกตื่นตระหนกและสงสัยว่าคืออะไร ทางไทยรัฐออนไลน์ได้รวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านจาก อาจารย์ แพทย์หญิงรพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ และรู้เท่าทันโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง 

ไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร? ทำไมถึงชื่อน่ากลัว

โรคไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่มีชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งมักจะอยู่ร่วมกันเป็นคู่และมีลักษณะดูคล้ายถั่ว สำหรับที่มาของชื่อภาษาไทยที่เป็นเอกลักษณ์นี้ มาจากลักษณะอาการและความรุนแรงของโรคโดยตรง ดังนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • คำว่า "กาฬ" หมายถึง สีดำ ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของผื่นที่ขึ้นตามผิวหนังของผู้ป่วยที่มีสีคล้ำคล้ายสีดำ  
  • คำว่า "หลังแอ่น" มาจากการที่เชื้อชนิดนี้สามารถทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองและเยื่อหุ้มไขสันหลังอักเสบ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างรุนแรง จนผู้ป่วยบางรายมีลักษณะหลังแอ่นโค้ง 

...

เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-10 วันหลังจากได้รับเชื้อ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ ผู้ติดเชื้อที่สามารถแพร่เชื้อผ่านน้ำมูกและน้ำลายได้นั้น อาจจะเป็นผู้ที่ยังไม่มีอาการแสดงใดๆ หรือเป็นผู้ที่มีอาการแล้วจนกระทั่งหายดีก็เป็นได้

เช็ก 3 กลุ่มอาการ "ไข้กาฬหลังแอ่น" ที่ต้องเฝ้าระวัง

อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักๆ ตามตำแหน่งของการติดเชื้อ

1. อาการอักเสบที่คอหอย

มักเป็นอาการในระยะแรกหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย โดยผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองคอ ไปจนถึงมีอาการไอ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ

2. การติดเชื้อในกระแสเลือด

ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง หรือมีจุดดำเล็กๆ ที่เกิดจากเลือดออก เชื้อสามารถแพร่กระจายจากกระแสเลือดไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ เช่น ต่อมหมวกไต และระบบทางเดินอาหาร ในช่วงแรกส่วนใหญ่อาจยังอาการไม่มาก แต่ผื่นมักจะปรากฏขึ้นหลังมีไข้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง

3. การติดเชื้อเข้าระบบประสาทส่วนกลาง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

เป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง คอแข็งเกร็ง และในบางรายอาจมีอาการซึม สับสน มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง 

นอกจากอาการฉับพลันและอาการเรื้อรังอย่างการปวดข้อเป็นๆ หายๆ นานเป็นเดือนแล้ว ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก (fulminant meningococcemia) อาจทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หลอดเลือดตีบทั่วร่างกาย และความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่ทันแสดงอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วยซ้ำ

แนวทางการรักษาและการป้องกันโรค

การรักษาทางการแพทย์

  • หากแพทย์ตรวจพบหรือสงสัยการติดเชื้อ จะทำการรักษาโดยการให้ยาสเตียรอยด์แบบฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำทันที จากนั้นจะให้ยาปฏิชีวนะชนิดเพนนิซิลลิน และตามด้วยยาไรแฟมพิซินตามขั้นตอนทางการแพทย์

การป้องกันสำหรับคนใกล้ชิดและสาธารณะ

  • ผู้สัมผัสใกล้ชิดต้องได้รับยา: บุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน หอพัก หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย จำเป็นต้องได้รับยาป้องกัน โดยผู้ใหญ่จะต้องรับประทานยาไรแฟมพิซินทุก 12 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลา 2 วัน  
  • ปรับพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและจมูกของผู้อื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่แออัด เช่น งานคอนเสิร์ต โรงภาพยนตร์ หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด 

วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ใครบ้างที่ควรฉีด?

การฉีดวัคซีนถือเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถป้องกันได้ตรงตามสายพันธุ์ (ซีโรไทป์) ที่มีการระบาด ปัจจุบันทั่วโลกมีวัคซีน 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิด MenACWY, ชนิด MenB และชนิด MenABCWY ซึ่งในประเทศไทยจะมีให้บริการ 2 ชนิดแรก คือ MenACWY และ MenB 

...

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

แนวทางการรับวัคซีนสำหรับบุคคลทั่วไป มีดังนี้

วัคซีน MenACWY

  • หากฉีดครั้งแรกตอนอายุ 11-12 ปี ให้ฉีดเข็มกระตุ้นในช่วงอายุ 13-15 ปี  
  • หากฉีดครั้งแรกตอนอายุ 13-15 ปี ให้ฉีดเข็มกระตุ้นในช่วงอายุ 16-18 ปี  
  • หากเริ่มฉีดครั้งแรกเมื่ออายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นอีก 

วัคซีน MenB

  • แนะนำให้ฉีดในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ช่วงอายุ 16-23 ปี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในสถานที่ที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก เช่น หอพักมหาวิทยาลัย หรือค่ายทหาร

นอกจากนี้ กลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงหรือในกรณีที่เกิดการระบาด แพทย์จะประเมินการให้วัคซีนเพิ่มเติมตามความเสี่ยงและโรคประจำตัว เช่น ผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญฮัจญ์, ผู้ที่ต้องไปพำนักในพื้นที่แถบ "Meningitis belt" (แอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาร่า), ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำจากการติดเชื้อ HIV, ผู้ที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี รวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องของสารคอมพลีเมนท์

...

หากท่านใดมีข้อสงสัย หรือพบว่าตนเองมีความเสี่ยงหรือมีอาการเข้าข่าย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน รักษา และวางแผนป้องกันโดยทันที