ไขข้อข้องใจการตรวจดีเอ็นเอในครรภ์เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกในยุคปัจจุบัน ที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัยผ่านการเจาะเลือดแม่ ไม่ต้องเสี่ยงแท้ง เช็กเลยต้องอายุครรภ์เท่าไรและกี่วันรู้ผล
ในยุคปัจจุบันที่กระแสสังคมและข่าวสารหันมาให้ความสนใจกับความถูกต้องแม่นยำทางนิติวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์ความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่าง “ความเป็นพ่อลูก” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ว่า หากต้องการทราบผลลัพธ์ตั้งแต่บุตรยังไม่ลืมตาดูโลก การตรวจดีเอ็นเอในครรภ์สามารถทำได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยเพียงใด และต้องรอนานกี่วันจึงจะทราบผลลัพธ์ที่ชัดเจน
บริบทในอดีตกับนวัตกรรมปัจจุบัน ปลอดภัยขึ้น ไม่เสี่ยงแท้ง
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์การแพทย์ระบุว่า ในอดีตการพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกตั้งแต่บุตรยังอยู่ในครรภ์ ถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องพึ่งพาหัตถการทางการแพทย์ เช่น การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) หรือการเจาะรก (Chorionic Villus Sampling) ซึ่งรายงานทางการแพทย์ในอดีตชี้ว่า วิธีการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ประมาณ 0.5% ถึง 1% ส่งผลให้หลายครอบครัวเลือกที่จะรอให้เด็กคลอดออกมาก่อนจึงจะทำการตรวจ
...
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ในปัจจุบัน ระบุว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปจนถึงขั้นที่สามารถตรวจหาดีเอ็นเอของทารกได้จาก “เลือดของมารดา” หรือที่เรียกว่าวิธี NIPP (Non-Invasive Prenatal Paternity Testing) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ปลอดภัยต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ 100%
เจาะลึกวิธี “ตรวจดีเอ็นเอในครรภ์” ทำอย่างไร?
หลักการทำงานของ NIPP คือการตรวจวิเคราะห์เศษดีเอ็นเอของทารกที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดของมารดา (Cell-free Fetal DNA) โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
- ฝั่งมารดา: เจาะเลือดแขนปริมาณเล็กน้อย (ประมาณ 7-10 มิลลิลิตร) เช่นเดียวกับการตรวจเลือดทั่วไป
- ฝั่งชายที่คาดว่าเป็นบิดา: สามารถใช้ตัวอย่างได้หลากหลาย เช่น การเจาะเลือด หรือการใช้ก้านสำลีขูดเยื่อบุข้างแก้ม (Buccal Swab)
- การประมวลผล: ห้องปฏิบัติการจะแยกดีเอ็นเอของทารกออกมาจากเลือดแม่ จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของชายที่คาดว่าเป็นพ่อ
อายุครรภ์เท่าไหร่ถึงตรวจได้ และกี่วันรู้ผล?
ตามแนวทางปฏิบัติของสถาบันวิเคราะห์พันธุศาสตร์ชั้นนำ การตรวจดีเอ็นเอในครรภ์ผ่านกระแสเลือดแม่จะสามารถทำได้เมื่อมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ขึ้นไป (บางแห่งระบุว่าเริ่มทำได้ตั้งแต่ 7-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของแต่ละห้องแล็บ) เนื่องจากเป็นระยะที่มีปริมาณดีเอ็นเอของทารกในเลือดแม่มากพอที่จะนำมาสกัดและวิเคราะห์
สำหรับประเด็นที่หลายคนอยากรู้ว่า “กี่วันรู้ผล” นั้น โดยทั่วไปกระบวนการในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากลจะใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 14 วันทำการ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของตัวอย่างและการส่งตรวจไปยังศูนย์ปฏิบัติการวิเคราะห์ขั้นสูง
ตารางเปรียบเทียบการตรวจดีเอ็นเอในครรภ์แบบดั้งเดิม VS แบบเจาะเลือด (NIPP)
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การเจาะน้ำคร่ำ / เจาะรก | การเจาะเลือดแม่ (NIPP) |
| ความเสี่ยงต่อทารก | มีความเสี่ยงแท้งบุตร (0.5% - 1%) | ปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงแท้ง (0%) |
| อายุครรภ์ที่เริ่มตรวจได้ | ประมาณ 16 - 20 สัปดาห์ | ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ขึ้นไป |
| ความแม่นยำ | มากกว่า 99.9% | มากกว่า 99.9% |
| ระยะเวลาในการรอผล | ประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ | ประมาณ 7 - 14 วันทำการ |
...
สรุปความแม่นยำและข้อจำกัดที่ควรรู้
ผลลัพธ์จากการตรวจดีเอ็นเอในครรภ์ด้วยวิธีวิเคราะห์จากเลือดมารดานั้น มีความแม่นยำเทียบเท่ากับการตรวจดีเอ็นเอหลังคลอด คือ มากกว่า 99.9% ในกรณีที่ผลยืนยันความเป็นพ่อลูก และเป็น 0% ในกรณีที่ปฏิเสธความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่าวิธีนี้ยังมีข้อจำกัดในกลุ่มผู้เข้ารับการตรวจบางกรณี เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด, คุณแม่ที่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือคุณแม่ที่เคยรับการบริจาคเลือดในช่วงเวลาใกล้เคียง ซึ่งอาจทำให้การแยกแยะดีเอ็นเอมีความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้น ก่อนการตรวจจึงควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์โดยละเอียดทุกครั้ง เพื่อความถูกต้องและสอดคล้องกับมาตรฐานทางกฎหมายและจริยธรรม