คอลัมน์ศุกร์สุขภาพชวนเช็ก 5 โรคยอดฮิตคลินิกกระดูก ที่พบมากในวัยทำงานจนถึงผู้สูงอายุ ตั้งแต่ออฟฟิศซินโดรมไปจนถึงข้อเข่าเสื่อม พร้อมแนวทางรักษาและป้องกันอย่างถูกวิธีจากแพทย์รามาฯ

เจาะลึก 5 โรคยอดฮิตคลินิกกระดูก วัยไหนก็เสี่ยง ปวดตรงไหนรักษาอย่างไรดี

ปัญหาเรื่องกระดูกและข้อไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการทำงานออฟฟิศและการใช้งานร่างกายที่หักโหม ส่งผลให้กลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาพึ่งพาคลินิกกระดูกเพิ่มมากขึ้น คอลัมน์ “ศุกร์สุขภาพ” ได้รวบรวมข้อมูลเรื่องราวของ “5 โรคยอดฮิตของคลินิกกระดูก” เพื่อให้ทุกคนได้รู้เท่าทันอาการและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง 

อ. นพ. พีรพัฒน์ เลิศวิราม สาขาเวชศาสตร์การกีฬา ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดของโรคยอดฮิตทั้ง 5 โรคไว้ดังนี้

1. โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

โรคนี้พบบ่อยมากในกลุ่มคนวัยทำงาน สาเหตุหลักเกิดจากการใช้งานร่างกายในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน เช่น การก้มมองโทรศัพท์มือถือ หรือการนั่งทำงานบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

อาการเด่น: เริ่มจากปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังธรรมดา มีอาการปวดตื้อ ๆ บริเวณต้นคอ หรือหัวไหล่ เมื่อคลำจะพบก้อนเนื้อ และเมื่อกดจะมีอาการร้าวไปยังท้ายทอยหรือหลังต้นแขนด้านหลัง

แนวทางการรักษา:  

  • ปรับท่าทางในการทำงานให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นการรักษาที่ดีที่สุด  
  • ประคบอุ่นบริเวณที่ปวดเพื่อบรรเทาอาการ  
  • รับประทานยาแก้ปวด หรือยาแก้อักเสบตามแพทย์สั่ง  
  • ออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ตึงให้คลายตัว  
  • ในบางรายอาจใช้การฝังเข็มร่วมด้วยเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวและลดความปวด

2. โรคข้อเข่าเสื่อม

เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำในข้อลดลงและกระดูกอ่อนสึกหรอจากการใช้งาน มักพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

อาการเด่น: ปวดเข่าจากการใช้งานนาน ๆ โดยเฉพาะในช่วงเช้าจะมีอาการเข่าฝืด ไม่สามารถเหยียดเข่าได้สุด หากปล่อยทิ้งไว้จนเป็นมาก อาจส่งผลให้ขาโก่งหรือขาฉิ่งได้

แนวทางการป้องกันและรักษา:  

  • ผู้ที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ควรลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกดทับที่ข้อเข่าก่อนวัย  
  • หากมีอาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นรอบหัวเข่า ต้องรีบรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันข้อเข่าเสื่อมในอนาคต  
  • หลีกเลี่ยงการนั่งพื้น นั่งพับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นเวลานาน เนื่องจากทำให้ข้อเข่าเสียดสีกันมาก  
  • หลีกเลี่ยงกีฬาหรือการออกกำลังกายที่มีการกระแทกข้อเข่ารุนแรง โดยหันมาเลือกกีฬาประเภท “ว่ายน้ำ” ซึ่งมีน้ำช่วยพยุงและลดแรงกระแทกได้ดีที่สุด  
  • ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่า สะโพกด้านข้าง ต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  
  • รับประทานยาแก้ปวด ยาทา หรือแผ่นแปะแก้ปวด ภายใต้การดูแลของแพทย์  
  • การฉีดยาเข้าข้อเข่า เช่น น้ำหล่อเลี้ยงเข่า (Hyaluronic acid) หรือเกล็ดเลือดเข้มข้นของตัวเอง (PRP) โดยแพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคล  หากรักษาด้วยวิธีประคับประคองแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 

3. โรคนิ้วล็อก

พบได้มากในกลุ่มคนไข้อายุ 30-50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่ต้องทำงานบ้านเป็นประจำ หรือกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้มือทำงานหนัก ๆ

อาการเด่น: ไม่ได้มีแค่การปวดอย่างเดียว แต่เมื่อต้องการเหยียดนิ้วจะไม่สามารถเหยียดได้ตามปกติ ต้องออกแรงมากกว่าเดิม หรือในบางรายต้องใช้มืออีกข้างช่วยง้างออก สาเหตุเกิดจากเส้นเอ็นขยายใหญ่ขึ้นหรือปลอกหุ้มเอ็นคับแน่นจนเอ็นขยับไม่ได้

แนวทางการรักษา:  

...

  • แช่น้ำอุ่นและนวดวนเบา ๆ บริเวณที่ล็อก เพื่อช่วยให้ปลอกหุ้มเอ็นขยายตัวและลดปวด  
  • ฉีดยาลดอักเสบในตำแหน่งที่มีอาการ  
  • ปรับพฤติกรรมการใช้งานมือให้น้อยลง  
  • หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเล็ก (ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที) เพื่อตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่คับให้ขยายออก ช่วยให้นิ้วขยับได้สะดวกและหายปวด 

4. เส้นเอ็นรอบหัวไหล่ฉีกขาด

โรคนี้สามารถพบได้ทั้งในคนอายุน้อย ซึ่งมักเกิดจากอุบัติเหตุ การกระแทก หรือการกระชากไหล่อย่างรุนแรง ส่วนในผู้สูงอายุมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นตามวัยแม้ไม่มีอุบัติเหตุนำมาก่อน 

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

อาการเด่น: ปวดไหล่ตามท่าทางที่ยกแขน เช่น การยกแขนสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้ผู้หญิงมักมีอาการปวดชัดเจนเมื่อเอื้อมมือไปติดตะขอเสื้อชั้นหลัง รวมถึงมีอาการปวดรบกวนในช่วงเวลานอนกลางคืน

แนวทางการรักษา:  

...

  • ลดการใช้งานแขนข้างที่มีอาการ เลี่ยงการยกแขนสูงและการสะบัดไหล่  
  • รับประทานยาเพื่อลดอาการปวด 
  • บริหารเพื่อสร้างกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่ให้แข็งแรง  
  • ในกรณีที่เอ็นขาดจากอุบัติเหตุ หรือรักษาแบบประคับประคองแล้วไม่สำเร็จ แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด 

5. โรครองช้ำ

โรคยอดฮิตที่ทำให้เกิดอาการปวดส้นเท้า สามารถพบได้ในหลายช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

อาการเด่น: มีอาการปวดเจ็บส้นเท้าอย่างรุนแรงในช่วงตื่นนอนก้าวแรก เนื่องจากพังผืดใต้เท้าหดตัวในช่วงที่นอนหลับ เมื่อเหยียดเท้าลงพื้นทันทีจึงเกิดการกระชากจนพังผืดอักเสบ

แนวทางการรักษา:  

  • ควบคุมหรือลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดแรงกดทับที่ส้นเท้า  
  • ปรับพฤติกรรมโดยหมั่นยืดน่องและยืดพังผืดใต้เท้าบ่อย ๆ เช่น การใช้ลูกเทนนิสวางใต้ฝ่าเท้าแล้วคลึงบริเวณส้นเท้าเพื่อเพิ่มความนุ่มนวลให้จุดเกาะพังผืด  
  • เลือกสวมใส่รองเท้าที่มีแผ่นรองนุ่มเป็นพิเศษตรงส้นเท้า  

...

หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาทำ Shock Wave (คลื่นกระแทก) เพื่อกระตุ้นให้พังผืดฟื้นตัว, การฉีดสเตียรอยด์ หรือฉีด PRP ส่วนการผ่าตัดพังผืดใต้เท้าจะทำเฉพาะในกรณีส่วนน้อยเท่านั้น

ปัญหากระดูก ข้อ และเส้นเอ็นอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงานที่เผชิญกับออฟฟิศซินโดรมหรือนิ้วล็อก ไปจนถึงผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม อย่างไรก็ตาม การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และการพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสที่โรคจะลุกลามจนต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด และทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง