หลายคนอาจเข้าใจว่าการติดเชื้อ HIV จะต้องมีอาการรุนแรงหรือสังเกตได้ชัดเจน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงแรกของการติดเชื้ออาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อย และมีลักษณะคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ทั่วไป จนทำให้หลายคนมองข้ามสัญญาณสำคัญของร่างกาย
"HIV" คืออะไร มีความแตกต่างจาก "เอดส์" (AIDS) อย่างไร
HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ร่างกายจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น หลายคนมักใช้คำว่า HIV และ AIDS แทนกัน แต่จริงๆ มีความแตกต่างกัน ดังนี้
- HIV (เอชไอวี) คือ เชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกาย
- AIDs (เอดส์) คือ ระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง จนเกิดโรคติดเชื้อบางชนิดตามมา
พูดง่ายๆ คือ ทุกคนที่เป็น AIDS ต้องติดเชื้อ HIV มาก่อน แต่คนที่ติดเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องเป็น AIDS โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มียาต้านไวรัสช่วยควบคุมเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช็ก 7 สัญญาณอาการติดเชื้อ HIV ระยะแรก มีอะไรบ้าง
1. มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
...
ไข้เป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูงร่วมกับอาการอ่อนเพลียคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่
2. เจ็บคอและปวดศีรษะ
หลายคนมีอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ หรือรู้สึกไม่สบายตัวคล้ายกำลังป่วยเป็นหวัด จึงมักไม่ได้เชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV
3. ต่อมน้ำเหลืองโต
เมื่อร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัส อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบบวมโตได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่พบได้ในระยะแรกของการติดเชื้อ
4. ผื่นขึ้นตามร่างกาย
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีผื่นแดงกระจายตามลำตัว แขน หรือขา โดยผื่นมักเกิดร่วมกับอาการไข้และอ่อนเพลียในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังได้รับเชื้อ
5. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
อาการปวดเมื่อยตัว ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยทั่วไป
6. อ่อนเพลียผิดปกติ
แม้จะพักผ่อนเพียงพอ แต่ยังรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีแรง หรืออ่อนเพลียมากกว่าปกติ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะหากมีประวัติเสี่ยงร่วมด้วย
7. คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ HIV
ไขข้อสงสัย "HIV" ติดต่อทางน้ำลายไหม
คำตอบคือ HIV ไม่ติดต่อผ่านน้ำลาย การกินอาหารร่วมกัน ใช้แก้วน้ำร่วมกัน กอด จับมือ หรือไอจามใส่กัน แต่เชื้อ HIV ติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่งทางเพศ และน้ำนมแม่เป็นหลัก เนื่องจากน้ำลายมีปริมาณเชื้อน้อยมากจนไม่เพียงพอต่อการแพร่เชื้อ ดังนั้นการสัมผัสหรือใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV จึงไม่ทำให้ติดเชื้อได้ตามปกติ
หากติดเชื้อ HIV กี่ปีถึงจะมีอาการ
1. ระยะติดเชื้อเฉียบพลัน (2-4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ) หลายคนอาจไม่มีอาการเลย บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น
- ไข้
- เจ็บคอ
- ผื่นขึ้น
- ปวดเมื่อยตัว
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- อ่อนเพลีย
2. ระยะไม่แสดงอาการ
หลังจากอาการระยะแรกหายไป ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจดูแข็งแรงเป็นปกติ ไม่มีอาการใดๆ นานหลายปี แม้เชื้อจะยังคงทำลายภูมิคุ้มกันอยู่เรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา ระยะนี้อาจกินเวลาประมาณ 5-10 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
3. ระยะ AIDS
เมื่อภูมิคุ้มกันลดลงมาก อาจเริ่มมีอาการ เช่น
- น้ำหนักลดผิดปกติ
- ท้องเสียเรื้อรัง
- ไข้เรื้อรัง
- เหงื่อออกกลางคืน
- ติดเชื้อบ่อย
- วัณโรค ปอดอักเสบ หรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ
เมื่อไหร่ที่ควรไปตรวจ HIV
หากเคยมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หรือสัมผัสสารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อ HIV ควรเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรรอจนมีอาการ เพราะการติดเชื้อในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการชัดเจน การรู้ผลเร็วจะช่วยให้ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งช่วยควบคุมเชื้อและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
...
หากตรวจพบ HIV และเริ่มรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถมีอายุยืนใกล้เคียงคนทั่วไป และอาจไม่เข้าสู่ระยะ AIDS เลยตลอดชีวิต ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจหาเชื้อเมื่อมีความเสี่ยง เพราะ HIV ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดจนสังเกตได้ยาก การตรวจเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าติดเชื้อหรือไม่
ที่มาของข้อมูล : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
...