โรคไต (ภาษาอังกฤษ : Kidney Disease) เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่มักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าการทำงานของไตกำลังเสื่อมลง หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้
แม้โรคไตระยะแรกจะไม่แสดงอาการรุนแรง แต่ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนบางอย่างออกมาให้สังเกตได้ หากรู้เท่าทันและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ ก็มีโอกาสชะลอความเสื่อมของไตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้
รู้จัก "โรคไต" เกิดจากอะไร?
โรคไตสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยที่พบได้บ่อยคือโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดภายในไตเสื่อมสภาพจนประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคนิ่วในไต โรคไตอักเสบ ความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น รับประทานอาหารเค็มจัด ดื่มน้ำน้อย สูบบุหรี่ หรือใช้ยาแก้ปวดบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
โรคไต มีทั้งหมดกี่ระยะ?
โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ตามระดับประสิทธิภาพการทำงานของไต
- ระยะที่ 1 ไตเริ่มมีความผิดปกติ แต่ยังทำงานได้ใกล้เคียงปกติ
- ระยะที่ 2 การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย มักยังไม่แสดงอาการชัดเจน
- ระยะที่ 3 ไตเสื่อมในระดับปานกลาง อาจเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย บวม หรือปัสสาวะผิดปกติ
- ระยะที่ 4 ไตทำงานลดลงมาก มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
- ระยะที่ 5 หรือภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ จำเป็นต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต
...
แนะนำเช็ก 10 สัญญาณเตือน "โรคไต" ระยะแรก ที่ไม่ควรมองข้าม
1. ปัสสาวะผิดปกติ
หนึ่งในสัญญาณสำคัญของโรคไตคือความเปลี่ยนแปลงของการขับปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ปัสสาวะน้อยลง หรือมีสีเข้มผิดปกติ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการทำงานของไตที่เริ่มมีปัญหา
2. ปัสสาวะเป็นฟอง
หากพบว่าปัสสาวะมีฟองจำนวนมากและไม่หายไปง่ายๆ อาจเกิดจากการที่โปรตีนรั่วออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นของโรคไตที่พบได้บ่อย
3. มีอาการบวมตามร่างกาย
เมื่อไตทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายจะขับน้ำและเกลือส่วนเกินได้ลดลง ทำให้เกิดอาการบวมบริเวณใบหน้า รอบดวงตา มือ เท้า หรือข้อเท้า โดยเฉพาะหลังตื่นนอนในช่วงเช้า
4. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน
การสะสมของเสียในร่างกายจากการทำงานของไตที่ลดลง อาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้บ่อยกว่าปกติ
5. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
ไตมีบทบาทในการสร้างฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดแดง เมื่อการทำงานของไตลดลง อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่งผลให้รู้สึกอ่อนแรง เหนื่อยง่าย และไม่มีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ
6. ปวดหลังหรือปวดบริเวณบั้นเอว
อาการปวดบริเวณหลังช่วงล่างหรือด้านข้างลำตัว อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของไต เช่น นิ่วในไตหรือโรคไตบางชนิด โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือร่วมกับอาการอื่นๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
...
7. มือเท้าชา หรือมีอาการปลายประสาทผิดปกติ
เมื่อของเสียคั่งในเลือดมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณแขนขาได้
8. เป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้อกระตุกบ่อย
ไตมีหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย เมื่อการทำงานของไตผิดปกติ อาจทำให้ระดับแร่ธาตุเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดอาการตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
9. ซีดหรือมีภาวะโลหิตจาง
ผู้ป่วยโรคไตจำนวนไม่น้อยมีอาการซีด หน้าซีด หรือเวียนศีรษะง่าย เนื่องจากร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อยลงจากการทำงานของไตที่เสื่อมลง
10. ติดเชื้อง่ายกว่าปกติ
เมื่อโรคไตส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ภูมิคุ้มกันอาจลดลง ทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย หรือฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยช้ากว่าปกติ
ใครบ้างที่ควรเฝ้าระวังโรคไตเป็นพิเศษ?
แม้โรคไตจะเกิดได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต ผู้ที่มีภาวะอ้วน รวมถึงผู้ที่รับประทานยาแก้ปวดบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรตรวจสุขภาพไตเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
...
ไขข้อสงสัย "โรคไต" รักษาหายไหม?
การรักษาโรคไตขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม บางภาวะสามารถควบคุมอาการและป้องกันไม่ให้โรคลุกลามได้
อย่างไรก็ตาม โรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่มักไม่สามารถทำให้ไตกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมทั้งหมด เป้าหมายของการรักษาจึงเน้นการชะลอความเสื่อมของไต ควบคุมปัจจัยเสี่ยง และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานที่สุด
อ้างอิงข้อมูล : โรงพยาบาลพระราม 9