อาการปวดท้อง จุกเสียด หรือแสบร้อนกลางอก อาจกลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ หลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นแค่อาการชั่วคราว ทานยาเคลือบกระเพาะเดี๋ยวก็หาย แต่รู้หรือไม่ว่า การปล่อยปละละเลยอาการเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง” ที่อันตรายกว่าที่คิด

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต ได้ออกมาเตือนภัยเงียบนี้ พร้อมอธิบายสัญญาณเตือนและวิธีรับมืออย่างถูกต้องก่อนที่โรคจะลุกลามจนสายเกินแก้

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต
พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต

พัง “นาฬิกาชีวภาพ” เท่ากับ เปิดประตูรับโรค

...

ระบบทางเดินอาหารของเรามีกลไก ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (Biological Clock) ที่คอยควบคุมเวลาการหลั่งกรด การย่อย และการบีบตัวของกระเพาะอาหารให้สมดุล แต่พฤติกรรมยอดฮิตของคนวัยทำงานกลับเป็นการทำลายระบบนี้โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นกะ นอนดึก พักผ่อนไม่พอ การกินอาหารไม่ตรงเวลา อดข้าวเช้าแล้วไปรวบยอดกินมื้อดึก หรือพฤติกรรมสุดฮิตอย่าง “กินปุ๊บนอนปั๊บ”

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้อาหารตกค้างในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ หรือดันให้กรดไหลย้อนขึ้นไประคายเคืองหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น

เช็กอาการให้ชัวร์คุณกำลังเป็น “กรดไหลย้อน” หรือ “โรคกระเพาะ”

แม้ทั้งสองโรคจะเกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน และมีความรู้สึกจุกเสียดคล้ายคลึงกัน แต่แท้จริงแล้วมีสาเหตุ จุดกำเนิด และอาการเด่นที่ต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

1. โรคกรดไหลย้อน (GERD)

โรคนี้มีสาเหตุหลักมาจากการที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร มักถูกกระตุ้นจากพฤติกรรมการทานมื้อดึก ทานอาหารเสร็จแล้วล้มตัวลงนอนทันที รวมถึงภาวะน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน อาการเด่นที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ความรู้สึกแสบร้อนกลางอก (Heartburn) มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในลำคอ

2. โรคกระเพาะอาหาร (Gastritis)

โรคนี้เกิดจากการที่เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ ปัจจัยกระตุ้นมักมาจากการทานข้าวไม่ตรงเวลา ความเครียดสะสม การทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori อาการเด่นของโรคนี้คือ การปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ คลื่นไส้ ท้องอืด และทานอาหารแล้วรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ

อย่าชะล่าใจ สัญญาณเตือนที่อาจลุกลามเป็น "มะเร็ง"

การปล่อยให้ระบบทางเดินอาหารส่วนบนอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่แค่ความรำคาญในการใช้ชีวิต แต่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้

กรดไหลย้อนเรื้อรัง: อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบอย่างหนัก และพัฒนาเป็นภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด "มะเร็งหลอดอาหาร"

โรคกระเพาะอาหาร: โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมรักษา อาจกลายเป็นแผลเรื้อรังและเสี่ยงต่อ "มะเร็งกระเพาะอาหาร" ในที่สุด

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วน

หากคุณมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีภาวะซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องเรื้อรัง (โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร) ไม่ควรซื้อยาทานเองเด็ดขาด ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการน่าสงสัย การคลำทางรักษาเองอาจไม่ตอบโจทย์ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีตัวช่วยที่แม่นยำอย่าง การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ ยังสามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้ในคราวเดียวกัน รวมถึงมีการตรวจเชิงลึกอื่นๆ เช่น การตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมง หรือการเอกซเรย์กลืนแป้ง เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดที่สุด

"อยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง เริ่มลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยง ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี หากมีอาการที่เข้าข่าย ไม่ต้องรอให้เป็นหนัก สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้ทันที เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ" พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

...